<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>รถยนต์ รถใหม่ ข่าวรถ พริตตี้ ทดสอบรถ ซื้อขายรถยนต์ &#187; ทดสอบรถ</title>
	<atom:link href="http://www.thaiautoshop.com/category/testdrive/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.thaiautoshop.com</link>
	<description>ภาพจากงานมอเตอร์โชว์ มอเตอร์ expo อะไหล่รถยนต์ ประดับยนต์</description>
	<lastBuildDate>Sun, 15 Jan 2012 08:32:50 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	
		<item>
		<title>ทดลองขับ ฟอร์ด เฟียสต้า รุ่นท็อป 1.6 ทั้ง 4 ประตู และ 5 ประตู</title>
		<link>http://www.thaiautoshop.com/testdrive/6022.html?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%2582%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%259a-%25e0%25b8%259f%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%25a3%25e0%25b9%258c%25e0%25b8%2594-%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%259f%25e0%25b8%25b5%25e0%25b8%25a2%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%2595%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%25b2</link>
		<comments>http://www.thaiautoshop.com/testdrive/6022.html#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 09 Nov 2010 11:20:04 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ทดสอบรถ]]></category>
		<category><![CDATA[ford]]></category>
		<category><![CDATA[ford fiesta]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaiautoshop.com/?p=6022</guid>
		<description><![CDATA[ฟอร์ด เฟียสต้า รถที่ถูกกล่าวถึงมานานกว่าปี ด้วยข่าวที่มีมาตลอดถึงรถเล็ก ในเซ็กเมนต์ของรถซิตี้คาร์บ้านเราที่ค่ายฟอร์ดเตรียมตัวจะส่งออกมาลงสู้ศึกในตลาดรถยนต์ นับได้ว่าเป็นตลาดที่มีการแข่งขันที่ดุเดือดลำดับต้น ๆ ของบ้านเรา ด้วยระดับราคาที่ไม่สูงมากนัก อยู่แถว 5-7 แสนบาท อันเป็นช่วงราคาที่เอื้อต่อการเป็นเจ้าของของคนในวัยเริ่มต้นการทำงาน ไปจนถึงกลุ่มนักศึกษา ด้วยเหตุนี้เอง หลาย ๆ บริษัทต่างพยายามเข้ามาแย่งชิงส่วนแบ่งในตลาดนี้กันอย่างดุเดือด ฟอร์ด เฟียสต้า ใหม่ เปิดตัวในบ้านเราภายใต้การผลิตจากโรงงานออโต้อัลลายแอนซ์ ที่ จ.ระยอง ด้วยมาตรฐานระดับสากล เพื่อนำออกจำหน่ายทั้งในบ้านเราและยังมีการส่งออกไปขายยังประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคอาเซียนอีกด้วย สำหรับในบ้านเรา ฟอร์ด เฟียสต้า ใหม่ เปิดตัวพร้อมกันถึง 2 เวอร์ชั่น ที่มีให้เลือกใช้งานกันทั้งในแบบ 4 ประตู และแบบ 5 ประตู ตามความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภค นอกเหนือจากรูปลักษณ์ที่แตกต่างของแบบ 4 ประตู และแบบ 5 ประตูแล้ว ในเรื่องของเครื่องยนต์ยังมีมาให้เลือกใช้งานถึง 2 ขนาด โดยเริ่มจากรุ่นเล็กสุดในรุ่น 1.4 ลิตร ไปจนถึงรุ่นใหญ่อย่างรุ่น [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p class="alignleft"><strong>ฟอร์ด เฟียสต้า</strong> รถที่ถูกกล่าวถึงมานานกว่าปี ด้วยข่าวที่มีมาตลอดถึงรถเล็ก ในเซ็กเมนต์ของรถซิตี้คาร์บ้านเราที่ค่ายฟอร์ดเตรียมตัวจะส่งออกมาลงสู้ศึกในตลาดรถยนต์ นับได้ว่าเป็นตลาดที่มีการแข่งขันที่ดุเดือดลำดับต้น ๆ ของบ้านเรา ด้วยระดับราคาที่ไม่สูงมากนัก อยู่แถว 5-7 แสนบาท อันเป็นช่วงราคาที่เอื้อต่อการเป็นเจ้าของของคนในวัยเริ่มต้นการทำงาน ไปจนถึงกลุ่มนักศึกษา ด้วยเหตุนี้เอง หลาย ๆ บริษัทต่างพยายามเข้ามาแย่งชิงส่วนแบ่งในตลาดนี้กันอย่างดุเดือด</p>
<p class="aligncenter"><img class="alignleft size-full wp-image-6029" title="ford fiesta รุ่น 5 ประตู" src="http://www.thaiautoshop.com/wp-content/uploads/2010/11/testdrive-ford-fiesta_2.png" alt="ford fiesta รุ่น 5 ประตู" width="555" height="333" /></p>
<p class="alignleft"><strong>ฟอร์ด เฟียสต้า</strong> ใหม่ เปิดตัวในบ้านเราภายใต้การผลิตจากโรงงานออโต้อัลลายแอนซ์ ที่ จ.ระยอง ด้วยมาตรฐานระดับสากล เพื่อนำออกจำหน่ายทั้งในบ้านเราและยังมีการส่งออกไปขายยังประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคอาเซียนอีกด้วย สำหรับในบ้านเรา ฟอร์ด เฟียสต้า ใหม่ เปิดตัวพร้อมกันถึง 2 เวอร์ชั่น ที่มีให้เลือกใช้งานกันทั้งในแบบ 4 ประตู และแบบ 5 ประตู ตามความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภค นอกเหนือจากรูปลักษณ์ที่แตกต่างของแบบ 4 ประตู และแบบ 5 ประตูแล้ว ในเรื่องของเครื่องยนต์ยังมีมาให้เลือกใช้งานถึง 2 ขนาด โดยเริ่มจากรุ่นเล็กสุดในรุ่น 1.4 ลิตร ไปจนถึงรุ่นใหญ่อย่างรุ่น 1.6 ลิตร ที่มาพร้อมเกียร์ <strong>PowerShift</strong> แบบ 6 สปีด หากจะว่าไปแล้ว เฟียสต้า ใหม่ สามารถแบ่งออกได้เป็น 7 รุ่น โดยแบ่งจากแบบของตัวถัง ขนาดของเครื่องยนต์และอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่แตกต่างกัน อย่างในเวอร์ชั่น 4 ประตูนั้น จะมีอยู่ด้วยกันถึง 4 รุ่น เริ่มตั้งแต่รุ่นเล็กสุด 1.4 Style MT, 1.4 Style AT, 1.6 Trend PowerShift และ 1.6 Sport PowerShift ส่วนในเวอร์ชั่น 5 ประตูจะมีอยู่ด้วยกันถึง 3 รุ่น เริ่มตั้งแต่ 1.4 Style AT, 1.6 Trend PowerShift ไปจนถึงรุ่นสูงสุด 1.6 Sport PowerShift จะเห็นได้ว่าในเวอร์ชั่น 5 ประตูนั้น จะไม่มีรุ่นเกียร์ธรรมดาเหมือนในเวอร์ชั่น 4 ประตูมาให้เลือกใช้</p>
<p class="aligncenter"><img class="alignleft size-full wp-image-6028" title="testdrive ford fiesta" src="http://www.thaiautoshop.com/wp-content/uploads/2010/11/testdrive-ford-fiesta_1.png" alt="testdrive ford fiesta" width="555" height="376" /></p>
<p class="alignleft"><strong>ฟอร์ด เฟียสต้า</strong> ใหม่ มีทั้งแบบ 4 ประตู และ 5 ประตู  ซึ่งรุ่นที่เราจะนำมาทำการทดสอบกันนี้ เราได้จับเอารุ่นท็อปของทั้ง 2 เวอร์ชั่น (1.6 Sport PowerShift)  มาดูถึงความแตกต่างและประโยชน์ใช้สอย ที่ได้รับการออกแบบมารองรับการใช้งาน ที่แตกต่างกันตามความต้องการที่ไม่เหมือนกัน</p>
<h3>หรูหรา &amp; สปอร์ต 2 ทางเลือกใหม่จากฟอร์ด เฟียสต้า</h3>
<p class="alignleft">เริ่มต้นมาทำความรู้จักกับรูปลักษณ์ของฟอร์ด เฟียสต้า ใหม่ ที่ภายนอกกันก่อน ซึ่งในวันนี้เรามีมาทั้งสองเวอร์ชั่น ทั้งในแบบ 4 ประตู และแบบ 5 ประตู ที่หากมองแต่เพียงด้านหน้าของตัวรถแล้ว อาจจะแยกกันไม่ออกถึงความแตกต่าง เพราะด้วยพื้นฐานในการออกแบบเดียวกันเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ฟอร์ด เฟียสต้า ใหม่ ทั้งในแบบ 4 ประตู และแบบ 5 ประตู มีดีไซน์ส่วนหน้าที่เหมือนกัน ตั้งแต่ชุดไฟหน้าที่เรียวยาว รวมไว้ซึ่งไฟสูง-ไฟต่ำ และไฟเลี้ยวเข้าไว้ในโคมเดียวกัน กันชนหน้าขนาดใหญ่ที่ถูกออกแบบให้รับขึ้นมาถึงส่วนกระจังหน้าตามแบบฉบับของรถปัจจุบันนี้ โดยบริเวณกึ่งกลางของตัวกันชนถูกออกแบบให้เป็นช่องรับลมขนาดใหญ่ รูปทรงสี่เหลี่ยมคางหมู ที่ยังมีการเล่นแนวเส้นอะลูมิเนียมสีเงินเป็นกรอบสี่เหลี่ยม ขนานมุมทั้งสองข้างของตัวช่องลม ถัดไปทางด้านข้างเป็นที่อยู่ของชุดไฟสปอตไลต์ทรงกลม ที่มีการเล่นขอบเป็นโครเมียมอีกนิด ช่วยเติมความหรูหราให้มุมมอง ซึ่งหากเป็นรุ่นที่รองลงมา เจ้าช่องสปอตไลต์นี้จะถูกปิดเป็นช่องสีดำที่ดูคล้ายช่องลมเท่านั้น มุมมองด้านข้างครึ่งหน้ายังคงให้ความคล้ายกัน ไม่ว่าจะเป็นตัวกระจกมองข้างที่มาพร้อมไฟเลี้ยว ก็ยังคงเป็นชุดเดียวกัน จะมาเริ่มสร้างความแตกต่างก็ตรงส่วนท้าย ที่ในรุ่น 4 ประตู จะให้มุมมองออกไปทางแนวหรูหรา อันเป็นอารมณ์ที่แตกต่างกับรุ่น 5 ประตู ที่มากันในแนวสปอร์ตอย่างชัดเจน อีกทั้งสปอยเลอร์ขนาดใหญ่ที่อยู่เหนือสุดของตัวกระจกหลัง มาพร้อมไฟเบรกดวงที่สาม สามารถเติมเต็มอารมณ์สปอร์ตให้กับรุ่น 5 ประตูได้มาก ไฟท้ายขนาดใหญ่ที่ทอดยาวขึ้นไปทางด้านบนของรุ่น 5 ประตู ช่วยสร้างบุคคลิกเฉพาะตัวได้มาก</p>
<p class="aligncenter"><img class="alignleft size-full wp-image-6031" title="ไฟท้าย ford fiesta รุ่น 5 ประตู" src="http://www.thaiautoshop.com/wp-content/uploads/2010/11/testdrive-ford-fiesta_4.png" alt="ไฟท้าย ford fiesta รุ่น 5 ประตู" width="556" height="333" /></p>
<p class="alignleft">ภายในห้องโดยสารให้ความรู้สึกแบบอเมริกันสไตล์ แต่อาจไม่เหมาะกับคนตัวใหญ่ ภายในห้องโดยสารนั้น ทั้ง 2 เวอร์ชั่นยังคงให้อารมณ์ที่คล้ายกัน จากดีไซน์ของคอนโซลหน้าที่ดูล้ำยุค พร้อมการจัดวางอุปกรณ์อำนวยความสะดวกในสไตล์ยุโรป สามารถเติมเต็มความรู้สึกของรถแบรนด์อเมริกาได้มาก (แม้จะรู้อยู่แล้วว่าใช้พื้นฐานในการออกแบบเดียวกับมาสด้า2 ก็ตามที) อย่างเช่น ชุดวิทยุ-ซีดี แบบที่ติดตั้งมาให้เป็นส่วนหนึ่งของคอนโซลหน้า</p>
<p class="aligncenter"><img class="alignleft size-full wp-image-6032" title="แผงหน้าปัด ford fiesta" src="http://www.thaiautoshop.com/wp-content/uploads/2010/11/testdrive-ford-fiesta_5.png" alt="แผงหน้าปัด ford fiesta" width="555" height="333" /></p>
<p class="alignleft">โดยทำงานร่วมกับชุดจอแสดงผลสีส้มที่ใช้บอกสถานะของระบบต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น วิทยุ-ซีดี โทรศัพท์ ไปจนถึงระบบเตือนต่าง ๆ เช่น ลืมปิดประตูหรือปิดไม่สนิทแล้วเคลื่อนที่รถ อีกทั้งยังทำงานสัมพันธ์กันกับระบบสั่งงานด้วยเสียง (Voice Control) ที่ช่วยให้คุณสามารถสั่งควบคุมการเปลี่ยนคลื่นวิทยุ โทรศัพท์ ไปจนถึงอุณหภูมิแอร์ (อันนี้เฉพาะรุ่น 4 ประตู เพราะเป็นรุ่นเดียวที่เป็นแอร์แบบออโต้) เพียงแค่กดปุ่มเริ่มคำสั่งที่จะติดตั้งไว้ที่ก้านไฟเลี้ยวทางด้านซ้ายมือของคอพวงมาลัย (ฟอร์ด เฟียสต้า ใหม่ ยังคงใช้ก้านควบคุมไฟเลี้ยวอยู่ทางด้านซ้ายมือของคอพวงมาลัยตามสไตล์ของรถยุโรป อเมริกา ที่เป็นพวงมาลัยซ้าย) ระบบก็จะเริ่มถามสลับ กับให้เราตอบหรือสั่งการเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งจากการทดลองใช้อยู่พักใหญ่ ๆ กลับพบว่า ในการสั่งงานนั้น นอกจากจะสั่งงานด้วยภาษาอังกฤษแล้ว ในบางคำสั่งยังคงต้องใช้ความสามารถทางภาษาที่ดีเยี่ยม ไม่เช่นนั้นระบบอาจจะไม่เข้าใจในคำสั่งของเราได้ งานนี้เห็นทีจะต้องไปลงเรียนคอร์สฝึกภาษาเพิ่มกันเป็นแถว&#8230;.</p>
<h3>ความแตกต่างของรุ่น 4 ประตู และ 5 ประตู</h3>
<p class="aligncenter"><img class="alignleft size-full wp-image-6037" title="ห้องโดยสาร ford fiesta" src="http://www.thaiautoshop.com/wp-content/uploads/2010/11/testdrive-ford-fiesta_10.png" alt="ห้องโดยสาร ford fiesta" width="555" height="333" /></p>
<p class="alignleft">ในส่วนของภายในห้องโดยสาร ที่นอกเหนือจากส่วนต่อของห้องโดยสารหลังกับห้องเก็บสัมภาระแล้วนั้น ในเรื่องของอุปกรณ์ภายในก็จะมีแตกต่างกันอยู่บ้างหลายจุด เริ่มกันตั้งแต่ชุดระบบปรับอากาศ (แอร์) ที่ในรุ่น 4 ประตู จะมาพร้อมกับแอร์ออโต้ที่มีจอแสดงผลเป็นจอดิจิตอลเล็ก ๆ อยู่ตรงกลางชุดควบคุมแอร์ ซึ่งสามารถทำงานร่วมกับระบบ <strong>Voice Control</strong> ได้ด้วย ในขณะที่รุ่น 5 ประตู จะเป็นชุดควบคุมแอร์แบบธรรมดาที่มีสวิตช์อยู่ 3 วง ให้เลือกปรับทิศทางลม แรงลม และอุณหภูมิได้เหมือนกับแอร์ออโต้ ในส่วนถัดมาที่มีความแตกต่างก็เป็นในเรื่องของบาะนั่ง ที่ถึงแม้จะเป็นเบาะรูปทรงเดียวกัน ให้ความโอบกระชับได้ดีมากในการใช้งานเหมือนกัน แต่ในรุ่น 4 ประตูจะเป็นเบาะนั่งแบบหนังมาให้ ในขณะที่รุ่น 5 ประตูจะเป็นเบาะผ้าธรรมดา</p>
<p class="alignleft">อีกคำถามที่เกิดสงสัยอยู่นิดก็ตรงที่ทั้งในรุ่น 4 ประตู และ 5 ประตูนั้น ตรงที่มือจับด้านบนเหนือศีรษะทั้งซ้ายและขวาของผู้โดยสารตอนหลังทำไมถึงไม่มีมาให้ ในขณะที่ของคนนั่งข้างหน้าก็มีมาให้ปกติ</p>
<p class="aligncenter"><img class="alignleft size-full wp-image-6033" title="เครื่องยนต์ ford fiesta" src="http://www.thaiautoshop.com/wp-content/uploads/2010/11/testdrive-ford-fiesta_6.png" alt="เครื่องยนต์ ford fiesta" width="555" height="333" /></p>
<p class="alignleft">เครื่องยนต์ตัวใหม่ จากตระกูลดูราเทค ตามที่กล่าวไปแล้วในช่วงต้นถึงเครื่องยนต์ที่มารับหน้าที่เป็นหัวใจสำคัญใน การขับเคลื่อนเจ้าฟอร์ด เฟียสต้า ใหม่ นั้น มีอยู่ด้วยกันถึง 2 ตัว คือในแบบ 1.4 ลิตร และ  1.6 ลิตร ซึ่งในวันนี้เราจะมาดูกันที่เครื่องยนต์ 1.6 ลิตร  ที่ถูกนำมาประจำการทั้งในเวอร์ชั่น 4 ประตู และ 5 ประตู  เครื่องยนต์ตัวนี้ยังคงมาในพื้นฐานของเครื่องยนต์เบนซินบล็อก 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว ที่มีพิกัดความจุอยู่ที่ 1,596 ซี.ซี.  ใช้เทคโนโลยี Ti-VCT (Twin independent – Variable Camshaft Timing)  ในการควบคุมจังหวะการทำงานของเพลาลูกเบี้ยวให้สามารถแปรฝันได้อย่างอิสระ ทั้งฝั่งไอดีและฝั่งไอเสีย จนเป็นที่มาของแรงม้า 121 แรงม้า กับแรงบิดสูงสุด 15.39 กก.-ม.  ที่มีมาให้ใช้ในรอบเครื่องยนต์เพียงแค่ 4,050 รอบ/นาทีเท่านั้น  ซึ่งเครื่องยนต์ตัวใหม่นี้จะสามารถใช้งานได้กับน้ำมันเบนซิน 91 ไปจนถึงน้ำมัน E20 เลยทีเดียว</p>
<h4>ครั้งแรกกับการใช้เทคโนโลยีคลัตช์คู่กับรถในกลุ่มซิตี้คาร์</h4>
<p class="aligncenter"><img class="alignleft size-full wp-image-6035" title="ford fiesta กับการใช้งานในเมือง" src="http://www.thaiautoshop.com/wp-content/uploads/2010/11/testdrive-ford-fiesta_8.png" alt="ford fiesta กับการใช้งานในเมือง" width="555" height="333" /></p>
<p class="alignleft">ระบบเกียร์อัตโนมัติที่ติดตัวมาในรุ่นเครื่องยนต์ 1.6 ลิตรนั้น ดูเหมือนจะเป็นจุดสนใจของคนที่กำลังตัดสินใจเลือกซื้อ ด้วยชื่อเสียงของ<strong>เกียร์อัตโนมัติแบบคลัตช์คู่</strong> PowerShift 6 สปีด ของ ฟอร์ด เฟียสต้า ใหม่ ที่ให้ความโดดเด่นที่นอกเหนือจากจังหวะของเกียร์ที่มากถึง 6 สปีดแล้ว ระบบคลัตช์ที่ควบคุมจังหวะในการตัดต่อกำลังนั้นจะเป็นแบบคลัตช์คู่แยกการทำงานจากกันเป็น 2 ชุด โดยชุดหนึ่งจะควบคุมการตัดต่อกำลังของเกียร์ 1, 3 , 5 ในขณะที่คลัตช์อีกชุดจะควบคุมการทำงานของเกียร์ 2, 4, 6 ด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้การเปลี่ยนเกียร์ของเกียร์ PowerShift ลูกนี้มีการทำงานที่รวดเร็วจากการทำงานสลับกันของ 2 ชุดคลัตช์ที่ให้ทั้งความนุ่มนวล และความรวดเร็วในการเปลี่ยนเกียร์ไปพร้อมๆ กัน</p>
<p class="aligncenter"><img class="alignleft size-full wp-image-6034" title="ด้านข้าง ford fiesta" src="http://www.thaiautoshop.com/wp-content/uploads/2010/11/testdrive-ford-fiesta_7.png" alt="ด้านข้าง ford fiesta" width="555" height="333" /></p>
<p class="alignleft">บททดสอบแรกกับการใช้งานในเมือง มาถึงช่วงทดสอบกับการใช้งานในเมืองนั้น  ด้วยขนาดเครื่องยนต์ที่มากถึง 1.6 ลิตร  นับเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้การตอบสนองต่อการขับขี่เป็นเรื่องที่คล่องตัว  โดยเฉพาะในยามที่ต้องการกำลังแบบปัจจุบันทันด่วนในการเปลี่ยนเลนบนถนนที่มี การจราจรวุ่นวายอย่างบ้านเรา เมื่อรวมกับขนาดของตัวรถที่เล็กกระทัดรัดของ ฟอร์ด เฟียสต้า ใหม่  จัดได้ว่าสอบผ่านอย่างสบายๆ กับภาระกิจการใช้งานแบบซิตี้คาร์  โดยเฉพาะในการหาที่จอดในเมืองขนาดของตัวรถนับเป็นส่วนสำคัยที่ช่วยเพิ่มความ สะดวกสบายในการใช้งานในชีวิตประจำวัน แต่เป็นธรรมดาของโลกไปนี้ที่เมื่อได้อย่างก็มักจะเสียอย่าง  ด้วยขนาดของตัวรถที่เล็กกระทัดรัด ก็ส่งผลกลับมาที่ภายในห้องโดยสาร  โดยเฉพาะหากผู้ขับและผู้โดยสารมีรูปร่างใหญ่โต  งานนี้ก็อาจจะดูว่าพื้นที่ภายในส่วนหน้านั้นมีเหลือที่ว่างค่อนข้างน้อย  แต่ในส่วนของห้องโดยสารด้านหลังนั้นยังคงรองรับกับการเดินทางของผู้โดยสาร 2-3 คนได้อย่างสบาย</p>
<p class="aligncenter"><img class="alignleft size-full wp-image-6030" title="คอนโซลหน้า ford fiesta" src="http://www.thaiautoshop.com/wp-content/uploads/2010/11/testdrive-ford-fiesta_3.png" alt="คอนโซลหน้า ford fiesta" width="555" height="333" /></p>
<p class="alignleft">สิ่งหนึ่งที่พบจากการใช้งานว่าทำไมคันเกียร์ของ ฟอร์ด เฟียสต้า ใหม่ทั้งในรุ่น 4 ประตู และ 5 ประตูนั้นสามารถเลื่อนจากตำแหน่งเกียร์ N  มาตำแหน่งเกียร์ D ได้โดยไม่ต้องกดปลดล็อคแต่อย่างใด  แต่ในทางตรงกันข้ามในเวลาเลื่อนเกียร์จาก D มา N กลับต้องกดปุ่มปลดล็อคที่คันเกียร์ก่อนทุกครั้ง ซึ่งมันก็เป็นเรื่องที่ดูออกจะขัดแย้งกับเหตุและผลในเรื่องความปลอดภัยอยู่มากในเรื่องนี้</p>
<p class="alignleft">จากขนาดของเครื่องยนต์ที่มีซีซี.มากถึง 1.6 ลิตร ก็ส่งผลกลับมาในเรื่องของอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งจากการทดลองใช้งานในเมืองแล้วตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองหลังจากผ่านการขับขี่ด้วยระยะทางกว่า 200 กม. ในเมือง ฟอร์ด เฟียสต้า ใหม่ มีอัตราสิ้นเปลืองอยู่ที่ประมาณ 8.2-8.6 กม./ลิตร ที่เมือเทียบกับคู่แข่งในตลาดเซ็กเม้นท์เดียวกันก็อาจจะดูกินมากกว่าอยู่นิดๆ แต่ก้ต้องไม่ลืมว่าคู่แข่งที่มีอยู่ในตลาดนั้นส่วนใหญ่จะเป็นเครื่องยนต์ที่มีความจุเพียงแค่ 1.5 ลิตรเท่านั้น</p>
<p class="aligncenter"><img class="alignleft size-full wp-image-6036" title="กันชนหน้า ford fiesta" src="http://www.thaiautoshop.com/wp-content/uploads/2010/11/testdrive-ford-fiesta_9.png" alt="กันชนหน้า ford fiesta" width="555" height="333" /></p>
<p class="alignleft">จี๊ดจ๊าดไปกับเส้นทางไฮเวย์ ทันทีที่มุ่งหน้าขึ้นไฮเวย์ เราจะได้สัมผัสกับสมรรถนะ และพละกำลังของเครื่องยนต์ 1.6 ลิตร ที่สามารถทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ PowerShift 6 สปีด ได้อย่างลงตัว ดวยระยะเวลาเพียงไม่กี่วินาที ฟอร์ด เฟียสต้า ใหม่ก็สามารถพาเราข้ามผ่านตัวเลข 100 บนมาตรวัดได้อย่างทันอกทันใจ และเพียงกดคันเร่งต่อไปอีกสักพักเข็มความเร็วก็จะมาหยุดอยู่ที่ตัวเลข 200 ได้อย่างไม่ยากเย็น อันเป็นตัวเลขความเร็วสูงสุดที่จัดได้ว่ามากที่สุดในกลุ่มเดียวกัน (โดยส่วนใหญ่รถในเซ็กเม้นท์นี้จะมีระดับความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 180-190 กม./ชม.) อีกทั้งสมรรถนะของระบบช่วงล่างที่ได้รับการเซ็ตมาในสไตล์ยุโรปสามารถแสดงประสิทธิภาพได้เป็นอย่างดี เพราะสามารถให้ความมั่นใจได้มากแม้ต้องเดินทางด้วยความเร็วเกิน 140 ซึ่งนับเป็นจุดเด่นที่สำคัญข้อหนึ่งของ ฟอร์ด เฟียสต้า ใหม่เลยทีเดียว</p>
<p class="alignleft">นอกเหนือจากสมรรถนะที่น่าพอใจของเครื่องยนต์และระบบส่งกำลังแล้ว ในการเดินทางต่างจังหวัด ฟอร์ด เฟียสต้า ใหม่ยังสามารถทำตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองได้ดีถึงระดับ 14 กม./ลิตรเลยทีเดียว ซึ่งส่วนสำคัญก็คงต้องยกความดีให้กับเจ้าเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด  ที่ให้อัตราทดที่ต่ำในเกียร์ที่ 6 ส่งผลให้ในยามที่เดินทางไกลเครื่องยนต์ไม่ต้องรับภาระที่หนัก  จนทำให้ตัวเลขความประหยัดทำได้ดีผิดกับการใช้งานในเมืองอย่างเห็นได้ชัด</p>
<p class="alignleft">ฟอร์ด เฟียสต้า ใหม่ อีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจของตลาดรถซิตี้คาร์ สำหรับผู้ที่ชื่นชอบสมรรถนะในการขับขี่ในสไตล์ยุโรป กับระดับราคาที่เร้าใจเพียงแค่ 699,000 คงไม่ยากเกินไปสำหรับคนที่เพิ่งเริ่มต้นชีวิตการทำงานที่จะครอบครองเป็นเจ้าของ&#8230;..</p>
<h4>ความเร็วเดินทางที่เกียร์สูงสุด</h4>
<table>
<tbody>
<tr>
<th>ความเร็ว (กม./ชม.)</th>
<th>รอบ (รอบ/นาที)</th>
</tr>
<tr>
<td>100</td>
<td>2,300</td>
</tr>
<tr>
<td>120</td>
<td>2,800</td>
</tr>
<tr>
<td>140</td>
<td>3,300</td>
</tr>
<tr>
<td>160</td>
<td>3,800</td>
</tr>
<tr>
<td>180</td>
<td>4,300</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h4>ข้อมูลทางเทคนิค</h4>
<table>
<tbody>
<tr>
<td>ยี่ห้อ</td>
<td>FORD Fiesta 1.6 Sport 4 &amp; 5 Door</td>
</tr>
<tr>
<td>ประเทศผู้ผลิต</td>
<td>และรุ่นปี ประเทศไทย รุ่นปี 2010</td>
</tr>
<tr>
<td>แบบเครื่องยนต์</td>
<td>4 สูบ แถวเรียง DOHC 16 วาล์ว</td>
</tr>
<tr>
<td>ปริมาตรความจุ (ซีซี.)</td>
<td>1,596</td>
</tr>
<tr>
<td>กระบอกสูบ x ระยะชัก (มม.)</td>
<td>79.0 X 81.4</td>
</tr>
<tr>
<td>อัตราส่วนกำลังอัด</td>
<td>11.0 : 1</td>
</tr>
<tr>
<td>ระบบควบคุมเครื่องยนต์</td>
<td>หัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์มัลติพอยท์</td>
</tr>
<tr>
<td>กำลังสูงสุด (แรงม้า / รอบ / นาที)</td>
<td>121 / 6,000</td>
</tr>
<tr>
<td>แรงบิดสูงสุด (กก.-ม. / รอบ / นาที)</td>
<td>15.39 / 4,050</td>
</tr>
<tr>
<td>ถังเชื้อเพลิงจุ (ลิตร)</td>
<td>43</td>
</tr>
<tr>
<td>ระบบขับเคลื่อน</td>
<td>ล้อหน้า</td>
</tr>
<tr>
<td>ระบบเกียร์</td>
<td>อัตโนมัติ 6 สปีด PowerShift</td>
</tr>
<tr>
<td>ระบบคลัทช์</td>
<td>Dual Dry Multiple Disc Clutch</td>
</tr>
<tr>
<td>อัตราทดเกียร์</td>
<td>1 3.917 : 1</td>
</tr>
<tr>
<td>2</td>
<td>2.429 : 1</td>
</tr>
<tr>
<td>3</td>
<td>1.436 : 1</td>
</tr>
<tr>
<td>4</td>
<td>1.021 : 1</td>
</tr>
<tr>
<td>5</td>
<td>0.867 : 1</td>
</tr>
<tr>
<td>6</td>
<td>0.702 : 1</td>
</tr>
<tr>
<td>เกียร์ถอยหลัง</td>
<td>3.507 : 1</td>
</tr>
<tr>
<td>อัตราทดเฟืองท้าย</td>
<td>3.895 : 1 / 4.353 : 1</td>
</tr>
<tr>
<td>ระบบพวงมาลัย</td>
<td>แร็คแอนด์พิเนี่ยนพร้อมเพาเวอร์ช่วยผ่อนแรงแบบไฟฟ้า (EPAS)</td>
</tr>
<tr>
<td>รัศมีวงเลี้ยวแคบสุด(เมตร)</td>
<td>5.1</td>
</tr>
<tr>
<td>ระบบกันสะเทือนหน้า</td>
<td>อิสระ แบบแม็คเฟอร์สันสตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง</td>
</tr>
<tr>
<td>ระบบกันสะเทือนหลัง</td>
<td>แบบทอร์ชั่นบีม พร้อมเทรลลิ่งอาร์ม</td>
</tr>
<tr>
<td>ระบบเบรก</td>
<td>หน้า/หลัง ดิสก์เบรก / ดรัมเบรก</td>
</tr>
<tr>
<td>มิติ กว้าง X ยาว X สูง(มม.)</td>
<td>1,722 x 4,291 x 1,454 1,722 x 3,950 x 1,454</td>
</tr>
<tr>
<td>ฐานล้อยาว(มม.)</td>
<td>2,489</td>
</tr>
<tr>
<td>ความกว้างของล้อหน้า(มม.)</td>
<td>1,478</td>
</tr>
<tr>
<td>ความกว้างของล้อหลัง(มม.)</td>
<td>1,465</td>
</tr>
<tr>
<td>ล้อ</td>
<td>16 x 6.5J</td>
</tr>
<tr>
<td>ยาง</td>
<td>195 / 50 R16</td>
</tr>
<tr>
<td colspan="2">อัตราความสินเปลือง(กม./ลิตร)</td>
</tr>
<tr>
<td>ในเมือง</td>
<td>8.2 8.6</td>
</tr>
<tr>
<td>นอกเมือง</td>
<td>14.7 14.3</td>
</tr>
<tr>
<td>ราคาจำหน่าย (บาท)</td>
<td>699,000</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p class="alignleft">ขอบคุณภาพและเนื้อหาจาก กรังปรีซ์กรุ๊ป</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaiautoshop.com/testdrive/6022.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ทดลองขับ NISSAN MARCH</title>
		<link>http://www.thaiautoshop.com/testdrive/5546.html?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%2582%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%259a-nissan-march</link>
		<comments>http://www.thaiautoshop.com/testdrive/5546.html#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 28 Jul 2010 13:56:08 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ทดสอบรถ]]></category>
		<category><![CDATA[eco cars]]></category>
		<category><![CDATA[nissan]]></category>
		<category><![CDATA[nissan march]]></category>
		<category><![CDATA[รถยนต์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaiautoshop.com/?p=5546</guid>
		<description><![CDATA[บททดสอบ นิสสัน มาร์ช รถอีโคคาร์คันแรกของเมืองไทย อย่างละเอียด นิสสัน มาร์ช ได้รับการเปิดตัวครั้งแรกในบ้านเรา ก่อนจะถูกผลิตและส่งออกไปจำหน่ายในประเทศอื่น ๆ ทั้งในทวีปเอเชีย และอีกหลาย ๆ ทวีป ภายใต้ชื่อ NISSAN MARCH และ NISSAN MICRA ซึ่งคงจะต้องย้อนกลับไปดูกันตั้งแต่แรกเริ่มที่ทางค่ายนิสสันเริ่มมีโครงการ ผลิตรถเล็กในชื่อของ MARCH และ MICRA ออกสู่ตลาดญี่ปุ่นและอีกหลาย ๆ ประเทศ ตั้งแต่เมื่อปี 1982 ในโมเดลแรก ภายใต้รหัสตัวถัง K10 ที่ได้รับการพัฒนาเรื่อยมาจนมาถึงในรุ่นปัจจุบัน (ค.ศ. 2010) ที่ใช้รหัสตัวถัง K13 อันเป็นการเปิดตัวครั้งแรกอย่างเป็นทางการในบ้านเรา ภายใต้ชื่อโครงการอีโคคาร์ โครงการที่คนในบ้านเราเฝ้าติดตามข่าวความเคลื่อนไหวกันมาโดยตลอด ด้วยวัตถุประสงค์ของโครงการที่ตั้งใจจะให้มีรถยนต์ที่ตอบสนองต่อความต้องการ ของผู้บริโภคในประเทศ ที่อยากจะได้รถยนต์ที่มีระดับราคาไม่สูงมากนัก และยังให้ความประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงที่ดีไปพร้อม ๆ กัน นิสสัน มาร์ช ได้รับการออกแบบภายใต้โจทย์ที่เน้นไปในเรื่องของการตอบสนองการใช้งานขับขี่ ในชีวิตประจำวันได้อย่างคล่องแคล่ว และมีความสะดวกสบายมากที่สุด เริ่มแรกกันที่การออกแบบขนาดของตัวรถที่ไม่ให้ใหญ่โตจนเกินไป ทั้งนี้เพื่อให้เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองได้อย่างคล่องตัว แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งขนาดห้องโดยสารที่กว้างขวาง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p class="alignleft">บททดสอบ <strong>นิสสัน มาร์ช</strong> รถอีโคคาร์คันแรกของเมืองไทย อย่างละเอียด <strong>นิสสัน มาร์ช</strong> ได้รับการเปิดตัวครั้งแรกในบ้านเรา ก่อนจะถูกผลิตและส่งออกไปจำหน่ายในประเทศอื่น ๆ ทั้งในทวีปเอเชีย และอีกหลาย ๆ ทวีป ภายใต้ชื่อ <strong>NISSAN MARCH</strong> และ <strong>NISSAN MICRA</strong></p>
<p class="aligncenter"><img class="size-full wp-image-5550 aligncenter" title="testdive-nissan-march-001" src="http://www.thaiautoshop.com/wp-content/uploads/2010/07/testdive-nissan-march-001.jpg" alt="" width="499" height="333" /></p>
<p class="alignleft">ซึ่งคงจะต้องย้อนกลับไปดูกันตั้งแต่แรกเริ่มที่ทางค่ายนิสสันเริ่มมีโครงการ ผลิตรถเล็กในชื่อของ MARCH และ MICRA ออกสู่ตลาดญี่ปุ่นและอีกหลาย ๆ ประเทศ  ตั้งแต่เมื่อปี 1982 ในโมเดลแรก ภายใต้รหัสตัวถัง K10  ที่ได้รับการพัฒนาเรื่อยมาจนมาถึงในรุ่นปัจจุบัน (ค.ศ. 2010)  ที่ใช้รหัสตัวถัง K13 อันเป็นการเปิดตัวครั้งแรกอย่างเป็นทางการในบ้านเรา  ภายใต้ชื่อโครงการอีโคคาร์  โครงการที่คนในบ้านเราเฝ้าติดตามข่าวความเคลื่อนไหวกันมาโดยตลอด  ด้วยวัตถุประสงค์ของโครงการที่ตั้งใจจะให้มีรถยนต์ที่ตอบสนองต่อความต้องการ ของผู้บริโภคในประเทศ ที่อยากจะได้รถยนต์ที่มีระดับราคาไม่สูงมากนัก  และยังให้ความประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงที่ดีไปพร้อม ๆ กัน</p>
<p class="aligncenter"><img class="size-full wp-image-5556 aligncenter" title="testdive-nissan-march-002" src="http://www.thaiautoshop.com/wp-content/uploads/2010/07/testdive-nissan-march-002.jpg" alt="" width="499" height="333" /></p>
<p class="alignleft"><strong>นิสสัน มาร์ช</strong> ได้รับการออกแบบภายใต้โจทย์ที่เน้นไปในเรื่องของการตอบสนองการใช้งานขับขี่ ในชีวิตประจำวันได้อย่างคล่องแคล่ว และมีความสะดวกสบายมากที่สุด เริ่มแรกกันที่การออกแบบขนาดของตัวรถที่ไม่ให้ใหญ่โตจนเกินไป ทั้งนี้เพื่อให้เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองได้อย่างคล่องตัว แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งขนาดห้องโดยสารที่กว้างขวาง สามารถรองรับผู้โดยสารจำนวน 4-5 คนได้อย่างสบาย ผสานกับชุดอุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่าง ๆ ที่ได้รับการติดตั้งเอาไว้ให้เพียงพอต่อความต้องการของผู้ขับขี่และคนนั่ง ที่ต้องการจะใช้ในการเดินทางในชีวิตประจำวัน จนเป็นผลพวงของรุ่นที่ออกจำหน่ายที่มีให้เลือกมากถึง 6 รุ่น โดยจะมีความแตกต่างกันไปตั้งแต่ระบบเกียร์ ไปจนถึงอุปกรณ์อำนวยความสะดวกก็จะแตกต่างกันออกไปตามรุ่น ตามความต้องการของผู้บริโภคที่มักจะไม่เหมือนกัน</p>
<p class="aligncenter"><img class="size-full wp-image-5558 aligncenter" title="testdive-nissan-march-003" src="http://www.thaiautoshop.com/wp-content/uploads/2010/07/testdive-nissan-march-003.jpg" alt="" width="499" height="333" /></p>
<h3>เครื่องยนต์แบบ 3 สูบ แถวเรียง DOHC 12 วาล์ว</h3>
<p class="alignleft">ขุมพลังสำคัญในการขับเคลื่อนของนิสสัน มาร์ช นั้น เป็นหน้าที่ของเครื่องยนต์บล็อกใหม่ล่าสุดในรหัส HR 12DE ที่เป็นเครื่องยนต์แบบ 3 สูบ แถวเรียง DOHC 12 วาล์ว (คิดแล้วก็เท่ากับ 4 วาล์วต่อสูบ เหมือนเช่นรถอื่น ๆ เพียงแค่ มาร์ช นั้นมีแค่ 3 สูบ เลยมีแค่ 12 วาล์ว) ถึงแม้จะมีความจุเครื่องยนต์เพียงแค่ 1.2 ลิตร แต่ก็ครบถ้วนไปด้วยเทคโนโลยีต่าง ๆ อย่างมากมาย เช่น ระบบควบคุมวาล์วแบบแปรฝัน (CVTC &#8211; Continuously Variable-valve Timing Control) ที่ช่วยทำหน้าที่ปรับระยะการเปิด-ปิด วาล์วให้มีความเหมาะสมตามรอบเครื่องยนต์ อันเป็นที่มาของกำลังแรงม้าทั้ง 79 ตัว กับแรงบิดสูงสุด 10.8 กก.-ม. ที่มีพร้อมให้ใช้ในรอบเครื่องยนต์เพียงแค่ 4,400 รอบ/นาที เท่านั้น เพียงพอที่จะพาตัวถังของนิสสัน มาร์ช ที่หนักเพียงแค่ 965 กก. ให้พุ่งทะยานไปข้างหน้าได้อย่างคล่องแคล่ว เหมาะสมกับบุคลิกของรถใช้งานในเมือง (ซิตี้คาร์) โดยทำงานร่วมกับระบบส่งกำลังที่มีให้เลือกอยู่ 2 แบบหลัก ๆ นั่นก็คือ แบบเกียร์ธรรมดา และเกียร์อัตโนมัติ</p>
<p class="alignleft">ซึ่งในระบบเกียร์ธรรมดาจะเป็นชุดเกียร์แบบ 5 สปีด ที่เซ็ตอัตราทดมาให้สามารถขับขี่ได้อย่างสนุกและคล่องตัว และเมื่อบวกกับน้ำหนักของแป้นคลัตช์ที่เบาสบาย ผสานกับน้ำหนักคันเกียร์ที่เบาและง่ายต่อการปรับเปลี่ยนจังหวะเกียร์ นอกจากนี้หากใครที่รักในความสบายในการขับขี่ นิสสัน มาร์ช ยังมีรุ่นเกียร์อัตโนมัติมาไว้รองรับความสบายอีก 1 แบบ ที่สามารถแบ่งรุ่นออกไปได้ถึง 4 ตัวเลือกตามความต้องการของผู้ใช้ ด้วยออปชั่นที่ให้มานั้น จะมีให้เลือกตามระดับความต้องการ อันมีผลโดยตรงกับระดับราคาที่เริ่มต้นตั้งแต่ 4 แสนกว่า ๆ ไปจนถึงตัวท็อปสุดที่ 537,000 บาท โดยในรุ่นเกียร์อัตโนมัตินี้ ชุดเกียร์ที่ถูกนำมาใช้งานควบคู่กับเครื่องยนต์ 1.2 ลิตร กลับตกเป็นหน้าที่ของชุดเกียร์อัตโนมัติแบบ XTRONIC CVT ที่ทางนิสสันได้พัฒนาข้อดีของความนุ่มนวลในการทำงาน และความประหยัดพลังงานของชุดเกียร์แบบ CVT นี้นำมาใช้งานในรถนิสสัน มาร์ช คันใหม่</p>
<p class="aligncenter"><img class="size-full wp-image-5560 aligncenter" title="testdive-nissan-march-004" src="http://www.thaiautoshop.com/wp-content/uploads/2010/07/testdive-nissan-march-004.jpg" alt="" width="499" height="333" /></p>
<h3>เกียร์ธรรมดา เครื่องยนต์ 1200 cc</h3>
<p class="alignleft">มาเริ่มแรกกันที่เจ้าตัวเกียร์ธรรมดากันก่อน เพราะด้วยระดับราคาที่เร้าใจที่สุดจากการเปิดตัวรุ่นเล็กสุดที่ต่ำลงไปเหลือ เพียงแค่สามแสนปลาย ๆ จนเป็นที่กล่าวขวัญกันมากอยู่ในขณะนี้ ซึ่งคันที่เรานำมาทดสอบกันในครั้งนี้จะเป็นรุ่นท็อปสุดของเกียร์ธรรมดา ที่มีระดับราคาสูงขึ้นมาอีกนิด อยู่ที่ 425,000 บาท โดยมีความแตกต่างกันที่บรรดาอุปกรณ์อำนวยความสะดวก อย่างชุดกระจกไฟฟ้า ระบบเซ็นทรัลล็อก เบาะนั่งคนขับแบบปรับสูง-ต่ำได้ และกระจกมองข้างแบบปรับไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นมาให้ แต่ในเรื่องของเครื่องยนต์และระบบส่งกำลังยังคงเหมือนกันในทั้งสองรุ่น (S และ E) ในเรื่องสมรรถนะของเครื่องยนต์ 1.2 ลิตร ที่สามารถผสานการทำงานร่วมกับชุดเกียร์ธรรมดาแบบ 5 สปีด ได้เข้าขากันดี จนสามารถสร้างอัตราเร่งชนิดที่ว่าในช่วงไม่เกิน 100 รถเครื่องยนต์ใหญ่กว่าอย่างกลุ่ม 1,500 ซี.ซี. อาจมีหนาว เพราะ มาร์ช สามารถทำอัตราเร่งได้แบบหายใจรดต้นคอกันเลย</p>
<p class="aligncenter"><img class="size-full wp-image-5563 aligncenter" title="testdive-nissan-march-005" src="http://www.thaiautoshop.com/wp-content/uploads/2010/07/testdive-nissan-march-005.jpg" alt="" width="499" height="333" /></p>
<p class="alignleft">อีกทั้งน้ำหนักของคลัตช์ที่เบาสบายยังมีส่วนสำคัญที่พอช่วยให้การขับขี่ในเมืองไม่ใช่เรื่องที่เครียดจนเกินไป (แต่หากรักที่จะสบายกันแบบครบสูตรแล้ว เห็นทีจะต้องไปคบหากับเจ้าเกียร์อัตโนมัติ CVT จะดีเสียกว่า) ด้วยเครื่องยนต์ที่อาจจะดูว่าเล็กและมีจำนวนลูกสูบแค่เพียง 3 ลูก แต่ในการสร้างกำลังแล้ว มาร์ช สามารถพาเจ้าของให้พุ่งทะยานไปถึงท็อปสปีดในระดับ 170 ได้อย่างไม่ยากเย็น (แต่ก็เล่นเอาสุดรอบในเกียร์ 4 เหมือนกัน) การทรงตัวนั้น ในระดับความเร็ว 80-100 ระบบช่วงล่างที่ติดตัวมา ยังพอให้ความมั่นใจได้ จะมีความรู้สึกเบา ๆ อยู่บ้าง ในยามที่โยนโค้งเข้าไปแรง ๆ แต่นั่นก็คงจะไม่แปลกสำหรับอาการของรถซิตี้คาร์ที่มีน้ำหนักเพียงแค่ 9 ร้อยกว่า และมีหน้ายางเพียงแค่ 165 เท่านั้น</p>
<p class="alignleft">มาถึงประสิทธิภาพระบบเบรกติดรถแบบ หน้าดิสก์ หลังดรัม ที่ถึงแม้จะไม่มีระบบ ABS, EBD และ BA มาให้ในรุ่นนี้ แต่การทำงานนั้นก็ยังพอเชื่อมั่นได้ เพียงแค่ผู้ขับต้องทำความรู้จักกับรถให้ดีเสียก่อน โดยเฉพาะการเบรกหนัก ๆ บนถนนเปียก</p>
<p class="aligncenter"><img class="size-full wp-image-5568   aligncenter" title="testdive-nissan-march-006" src="http://www.thaiautoshop.com/wp-content/uploads/2010/07/testdive-nissan-march-006.jpg" alt="" width="222" height="333" /></p>
<h3>นุ่มนวล และสบาย ความสุขที่หาได้จากชุดเกียร์อัตโนมัติ CVT</h3>
<p class="alignleft">มาถึงเจ้ารุ่นท็อปอย่างรุ่น VL XTRONIC CVT กันบ้าง ก็อย่างที่กล่าวกันไปแล้วว่าเป็นรุ่นท็อป งานนี้ก็เรียกได้ว่าขนกันมาเต็มที่ จนบรรดารุ่นพี่ในพิกัด 1500 อาจจะมีค้อนกันเล็ก ๆ จากออปชั่นที่ให้มาเยอะเกินคาด ตั้งแต่กุญแจประตูแบบ Intelligent Key ที่ทำงานร่วมกับระบบสตาร์ทเครื่องยนต์ที่ง่ายเพียงแค่กดปุ่ม (Push Start Button) ให้ความสะดวกยิ่งกว่าตั้งแต่เข้ารถจนถึงสตาร์ท โดยไม่ต้องหยิบกุญแจขึ้นมาเลย ซึ่งระบบกุญแจนี้ กว่าจะมีในรถพิกัด 1500 ก็ต้องปาไปในระดับราคาถึง 6 แสนแก่ ๆ นอกจากนี้ ในรุ่น VL ระบบปรับอากาศที่ติดตั้งมาให้ยังเป็นระบบปรับอากาศแบบออโต้ รูปทรงกลมติดตั้งอยู่ตรงบริเวณกึ่งกลางคอนโซล (ด้านล่างของตัววิทยุ)</p>
<p class="aligncenter"><img class="size-full wp-image-5570 aligncenter" title="testdive-nissan-march-007" src="http://www.thaiautoshop.com/wp-content/uploads/2010/07/testdive-nissan-march-007.jpg" alt="" width="222" height="333" /></p>
<p class="alignleft">โดย มีจอแสดงผลแบบดิจิตอลทำหน้าที่บอกสถานะให้เห็นอยู่ตรงกลางวงกลม นอกจากนี้ที่มาตรวัดยังมีจอมัลติฟังก์ชันที่คอยทำหน้าที่บอกสถานะการทำงาน และลูกเล่นเก๋ ๆ อีกหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่ ทริปวัดระยะทาง แถบเส้นบอกอัตราสิ้นเปลือง ค่าเฉลี่ยอัตราสิ้นเปลือง ลูกเล่นการตั้งวันเกิด วันครบรอบต่าง ๆ ไปจนถึงบอกสถานะของระบบ Idling Stop ระบบที่จะช่วยดับเครื่องยนต์ให้ในทันทีที่รถหยุดนิ่ง โดยการเหยียบเบรกค้างเอาไว้ ระบบก็จะดับเครื่องยนต์ และสตาร์ทให้ใหม่ในทันทีที่ปล่อยเบรก เป็นการช่วยประหยัดเชื้อเพลิงในการจอดรถติดนาน ๆ แต่ระบบนี้ดูอาจจะไม่ค่อยเหมาะกับบ้านเราสักเท่าไหร่ เพราะในยามที่รถติดอยู่กลางสี่แยกแล้วเครื่องยนต์ดับลง นั่นหมายความว่า ระบบแอร์ก็จะไม่สามารถสร้างความเย็นต่อได้ เพราะคอมเพรสเซอร์ไม่สามารถหมุนสร้างแรงดัน (หากเป็นเมืองที่มีอากาศเย็น ระบบนี้คงช่วยให้ประหยัดได้มาก) งานนี้ถ้าเป็นตอนกลางวันแดดเปรี้ยง ๆ คิดว่าไม่เกิน 3 นาที ความร้อนก็จะเริ่มมาเยือนกันแล้ว</p>
<p class="aligncenter"><img class="size-full wp-image-5572 aligncenter" title="testdive-nissan-march-008" src="http://www.thaiautoshop.com/wp-content/uploads/2010/07/testdive-nissan-march-008.jpg" alt="" width="500" height="333" /></p>
<p class="alignleft">นอกจากสิ่งอำนวยความสะดวกและลูกเล่นที่ถูกใส่เข้ามาแบบครบถ้วน ในการใช้งานยังมีอีกหนึ่งฟังก์ชันที่น่าประทับใจ นั่นก็คือเจ้าชุดเซ็นเซอร์ถอยหลังแบบ 4 จุด นอกจากจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ยังสามารถบอกเป็นสัญลักษณ์ที่จอมัลติฟังก์ชันนอกเหนือเสียงเตือนได้อีก แต่ก็มีเรื่องน่าติอยู่นิดก็ตรงตำแหน่งติดตั้งเจ้าเซ็นเซอร์คู่นอกสุดนั้น มันดันไปอยู่ตรงบริเวณมุมกันชนที่ออกแบบมาให้เป็นเสมือนคิ้วกันกระแทก ที่ดันมีเจ้าเซ็นเซอร์ไปติดตั้งอยู่ในตำแหน่งนั้น และมิหนำซ้ำยังมากันในแบบสีดำ ๆ ไม่ใช่สีเดียวกับตัวรถเสียอีก</p>
<p class="alignleft">กลับมาที่เรื่องของสมรรถนะกันบ้าง ที่ถึงแม้ในรุ่น VL จะเป็นระบบส่งกำลังแบบอัตโนมัติ CVT แต่ในเรื่องประสิทธิภาพการทำงานนั้น เจ้า CVT ชุดนี้สามารถรองรับการใช้งานของผู้ขับขี่ได้อย่างเหลือเฟือ เพราะให้ทั้งอัตราเร่งที่ดีในช่วงต้น (ยิ่งในช่วง 0-100 นั้น นับได้ว่าใกล้เคียงกับตัวเกียร์ธรรมดามาก) ไปจนถึงความนุ่มนวลและความต่อเนื่องในการปรับเปลี่ยนจังหวะเกียร์ อันเป็นคุณสมบัติที่ดีอยู่แล้วของชุดเกียร์แบบ CVT โดยเกียร์ตัวนี้ยังผสานการทำงานกับเครื่องยนต์ 1,200 ซี.ซี. ที่ติดตัวมาได้อย่างลงตัว จนสามารถทำความเร็วสูงสุดได้มากถึง 165 กม./ชม. เลยทีเดียว</p>
<p class="aligncenter"><img class="size-full wp-image-5575 aligncenter" title="testdive-nissan-march-009" src="http://www.thaiautoshop.com/wp-content/uploads/2010/07/testdive-nissan-march-009.jpg" alt="" width="500" height="333" /></p>
<p class="alignleft">ในด้านของความประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงนั้น <strong>นิสสัน มาร์ช</strong> สามารถให้ความประหยัดสำหรับการขับขี่ใช้งานในเมืองได้มากถึง 13.9 กม./ลิตร ในรุ่นเกียร์อัตโนมัติ และ 13.63 กม./ลิตร ในรุ่นเกียร์ธรรมดา มาถึงตรงนี้จะเห็นถึงความแตกต่างที่อาจจะดูแปลกไปสักนิด ตรงที่ทำไมเกียร์ธรรมดากลับกินน้ำมันมากกว่าเจ้าเกียร์อัตโนมัติ ทั้งที่โดยปกติแล้ว เกียร์ธรรมดามักจะได้เปรียบกว่าเกียร์อัตโนมัติ ซึ่งคำตอบที่พอจะอธิบายเรื่องนี้ได้ก็อยู่ตรงที่รอบการทำงานของเครื่องยนต์ ในความเร็วเท่า ๆ กันนั้น เกียร์ธรรมดาจะมีรอบเครื่องยนต์ที่สูงกว่ามาก อย่างเช่นที่ความเร็ว 100 เกียร์อัตโนมัติจะมีรอบเครื่องยนต์อยู่เพียงแค่ 1,900 รอบ ในขณะที่เกียร์ธรรมดาจะมีรอบเครื่องยนต์ที่สูงขึ้นไปถึง 3,000 รอบ และจากรอบเครื่องยนต์ที่ต่ำแค่ 1,900 รอบนี้เอง ที่ช่วยทำให้ มาร์ช สามารถเดินทางไกลได้สะดวกและประหยัด จากผลการทดสอบของการเดินทางที่ความเร็วเฉลี่ย 100 กม./ชม. อัตราสิ้นเปลืองสามารถมาอยู่ที่ 15.4 กม./ลิตร</p>
<p class="aligncenter"><img class="alignnone size-full wp-image-5576" title="testdive-nissan-march-010" src="http://www.thaiautoshop.com/wp-content/uploads/2010/07/testdive-nissan-march-010.jpg" alt="" width="500" height="333" /></p>
<p class="alignleft">จากการทดสอบจะพบว่า หากผู้ขับสามารถเดินทางไกลด้วยความเร็วแถว 70-80 กม./ชม.ได้นั้น ตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองที่ว่า 20 กม./ลิตร คงไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินจะทำได้ นับว่า มาร์ช สามารถตอบสนองกับการใช้งานภายในเมืองได้อย่างลงตัว รวมไปถึงการเดินทางข้ามเมืองนั้น ก็ยังเป็นเรื่องที่ทำได้อย่างสบาย ๆ เพียงแต่ผู้ขับต้องเรียนรู้ และทำความรู้จักกับรถมาร์ชสักนิดก่อนว่า ด้วยคอนเซ็ปต์ของอีโคคาร์นั้น มันสามารถให้อะไรได้มากน้อยเพียงใด หากไม่นำไปใช้งานเกินลิมิตหรือผิดไปจากคอนเซ็ปต์ของมันแล้วล่ะก็ มาร์ช ก็พร้อมที่จะตอบสนองการใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างลงตัว กับรถเล็กที่มีให้เลือกใช้ตั้งแต่ระดับราคา 3 แสนปลาย ไปจนถึง 5 แสนต้น</p>
<p class="alignleft">มาถึงช่วงท้ายนี้คงต้องบอกกันว่า สำหรับใครที่กำลังตัดสินใจเลือก นิสสัน มาร์ช กันอยู่ หากคุณตัดสินใจได้แล้วก็ขอให้รีบดำเนินการจองเสียแต่เนิ่น ๆ เพราะข่าวมาว่าคิวของ นิสสัน มาร์ช โดยเฉพาะในรุ่นเกียร์ CVT นั้น ปาเข้าไปแถว ๆ ช่วงปีใหม่กันแล้ว และหากคุณยิ่งช้า งานนี้อาจจะมีมหกรรมรอรถข้ามปีก็เป็นได้</p>
<h4>ความเร็วสูงสุด และรอบเครื่องยนต์ในแต่ละเกียร์ (1.2L E MT)</h4>
<table>
<tbody>
<tr>
<th>เกียร์</th>
<th>ความเร็ว</th>
<th>รอบเครื่องยนต์</th>
</tr>
<tr>
<td>1</td>
<td>50</td>
<td>6,500</td>
</tr>
<tr>
<td>2</td>
<td>85</td>
<td>6,500</td>
</tr>
<tr>
<td>3</td>
<td>130</td>
<td>6,500</td>
</tr>
<tr>
<td>4</td>
<td>170</td>
<td>6,500</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h4>ความเร็วเดินทางที่เกียร์สูงสุด (1.2 L E MT)</h4>
<table>
<tbody>
<tr>
<th>ความเร็ว (กม./ชม.)</th>
<th>รอบ (รอบ/นาที)</th>
</tr>
<tr>
<td>100</td>
<td>3,000</td>
</tr>
<tr>
<td>120</td>
<td>3,600</td>
</tr>
<tr>
<td>140</td>
<td>4,200</td>
</tr>
<tr>
<td>160</td>
<td>4,800</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h4>ความเร็วเดินทางที่เกียร์สูงสุด (1.2L VL XTRONIC CVT)</h4>
<table>
<tbody>
<tr>
<th>ความเร็ว (กม./ชม.)</th>
<th>รอบ (รอบ/นาที)</th>
</tr>
<tr>
<td>100</td>
<td>1,900</td>
</tr>
<tr>
<td>120</td>
<td>2,600</td>
</tr>
<tr>
<td>140</td>
<td>3,400</td>
</tr>
<tr>
<td>160</td>
<td>5,000</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h4>ข้อมูลทางเทคนิค</h4>
<table>
<tbody>
<tr>
<th>ยี่ห้อและรุ่นรถ</th>
<td>NISSAN MARCH</td>
</tr>
<tr>
<th>ประเทศผู้ผลิตและรุ่นปี</th>
<td>ประเทศไทย รุ่นปี 2010</td>
</tr>
<tr>
<th>แบบเครื่องยนต์</th>
<td>3 สูบ DOHC 12 วาล์ว CVTC-Continuously Variable-valve Timing Control</td>
</tr>
<tr>
<th>ปริมาตรความจุ (ซี.ซี.)</th>
<td>1,198</td>
</tr>
<tr>
<th>กระบอกสูบ x ระยะชัก(มม.)</th>
<td>78.0 x 83.6</td>
</tr>
<tr>
<th>ระบบควบคุมเครื่องยนต์</th>
<td>หัวฉีดมัลติพอยต์ ECCS 32 บิต</td>
</tr>
<tr>
<th>กำลังสูงสุด (แรงม้า/รอบ/นาที)</th>
<td>79/6,000</td>
</tr>
<tr>
<th>แรงบิดสูงสุด (กก.-ม./รอบ/นาที)</th>
<td>10.8/4,400</td>
</tr>
<tr>
<th>อัตราส่วนกำลังอัด</th>
<td>10.2 : 1</td>
</tr>
<tr>
<th>ถังเชื้อเพลิงจุ (ลิตร)</th>
<td>41</td>
</tr>
<tr>
<th>ระบบขับเคลื่อน</th>
<td>ล้อหน้า</td>
</tr>
<tr>
<th>ระบบเกียร์ (รหัส)</th>
<td>เกียร์ธรรมดา 5 สปีด,เกียร์อัตโนมัติ (XTRONIC CVT)</td>
</tr>
<tr>
<th>อัตราทดเฟืองท้าย</th>
<td>4.067 : 1 3.753 : 1</td>
</tr>
<tr>
<th>ระบบพวงมาลัย</th>
<td>แร็ค แอนด์ พิเนี่ยน พร้อมเพาเวอร์ควบคุมด้วยระบบไฟฟ้า (EPS)</td>
</tr>
<tr>
<th>รัศมีวงเลี้ยวแคบสุด (เมตร)</th>
<td>4.5</td>
</tr>
<tr>
<th>ระบบกันสะเทือนหน้า</th>
<td>อิสระ แบบแม็คเฟอร์สัน สตรัท</td>
</tr>
<tr>
<th>ระบบกันสะเทือนหลัง</th>
<td>แบบทอร์ชั่น บีม</td>
</tr>
<tr>
<th>ระบบเบรก หน้า/หลัง</th>
<td>ดิสก์เบรก/ดรัมเบรก</td>
</tr>
<tr>
<th>มิติ กว้าง x ยาว x สูง (มม.)</th>
<td>1,665 x 3,780 x 1,515</td>
</tr>
<tr>
<th>ฐานล้อยาว (มม.)</th>
<td>2,450</td>
</tr>
<tr>
<th>ความกว้างของล้อหน้า (มม.)</th>
<td>1,470</td>
</tr>
<tr>
<th>ความกว้างของล้อหลัง (มม.)</th>
<td>1,475</td>
</tr>
<tr>
<th>น้ำหนักรถ (กก.)</th>
<td>915-965</td>
</tr>
<tr>
<th>ล้อ</th>
<td>ล้อเหล็ก 5.5J x 14” พร้อมฝาครอบ ล้ออัลลอย ขนาด 5.5J x 15”</td>
</tr>
<tr>
<th>ยาง</th>
<td>165/70R14,175/60R15</td>
</tr>
<tr>
<th>อัตราความสิ้นเปลือง (กม./ลิตร)</th>
<td>13.63-15.4</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h5>อัตราทดเกียร์</h5>
<table>
<tbody>
<tr>
<td>1</td>
<td>3.727 : 1</td>
</tr>
<tr>
<td>2</td>
<td>2.048 : 1</td>
</tr>
<tr>
<td>3</td>
<td>1.393 : 1</td>
</tr>
<tr>
<td>4</td>
<td>1.029 : 1</td>
</tr>
<tr>
<td>5</td>
<td>0.821 : 1</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p class="alignleft">ขอบคุณเนื้อหาและภาพจากกรังปรีซ์กรุ๊ป</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaiautoshop.com/testdrive/5546.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ทดลองขับ มาสด้า 2 ซีดาน รุ่น Groove MT และ Maxx AT</title>
		<link>http://www.thaiautoshop.com/testdrive/5418.html?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%2582%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%259a-%25e0%25b8%25a1%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%2594%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%25b2-2-%25e0%25b8%258b%25e0%25b8%25b5%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%2599-%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b8</link>
		<comments>http://www.thaiautoshop.com/testdrive/5418.html#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 12 Jul 2010 16:49:56 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ทดสอบรถ]]></category>
		<category><![CDATA[mazda]]></category>
		<category><![CDATA[mazda2]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaiautoshop.com/?p=5418</guid>
		<description><![CDATA[มาสด้า2 ซีดาน ได้รับการเปิดตัวด้วยความเร้าใจจากระดับราคาที่ถูกกว่ารุ่น 5 ประตู พร้อมกับกระแสตอบรับที่ร้อนแรงของรุ่น 5 ประตู ที่ถูกเปิดตัวมาก่อนหน้านี้ ด้วยรูปลักษณ์ของรถแบบซีดาน ทำให้ มาสด้า2 ซีดาน สามารถตอบโจทย์ในการใช้งานได้แตกต่างจากรุ่น 5 ประตู จากห้องเก็บสัมภาระที่มีขนาดใหญ่ขึ้นมาก สามารถรองรับต่อการใช้งานและรูปแบบชีวิตอีกแบบได้มากขึ้น มาสด้า2 ซีดาน ยังได้ถูกแบ่งออกเป็น 4 รุ่น เพื่อรองรับกับความต้องการของผู้บริโภคที่แตกต่าง โดยจะแบ่งออกเป็นรุ่นที่มีราคาย่อมเยาที่สุดในรุ่น GROOVE ทั้งในแบบเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด โดยในรุ่นนี้หากจะสังเกตง่ายๆ นั่นก็คือ ที่ตัวล้อที่จะเป็นเพียงล้อแบบกระทะเหล็ก มาพร้อมฝาครอบล้อลายสวยขนาด 15 นิ้ว และถัดมาในรุ่นกลาง รุ่น SPIRIT ที่จะมีการเพิ่มเติมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกภายในหลายอย่าง อย่างเช่น ชุดจอแสดงข้อมูลการขับขี่ ถุงลมนิรภัยคู่หน้า ระบบกุญแจนิรภัย (Immobilizer) สัญญาณกันขโมย ไปจนถึงช่วงล่างแบบสปอร์ต ที่นอกเหนือจากภายใน ในส่วนภายนอกที่อัพล้อติดรถขนาด 15 นิ้ว จากล้อกระทะเหล็กมาเป็นวงล้ออัลลอย ขนาด [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p class="alignleft"><strong>มาสด้า2 ซีดาน</strong> ได้รับการเปิดตัวด้วยความเร้าใจจากระดับราคาที่ถูกกว่ารุ่น 5 ประตู พร้อมกับกระแสตอบรับที่ร้อนแรงของรุ่น 5 ประตู ที่ถูกเปิดตัวมาก่อนหน้านี้ ด้วยรูปลักษณ์ของรถแบบซีดาน ทำให้ <strong>มาสด้า2 ซีดาน</strong> สามารถตอบโจทย์ในการใช้งานได้แตกต่างจากรุ่น 5 ประตู จากห้องเก็บสัมภาระที่มีขนาดใหญ่ขึ้นมาก สามารถรองรับต่อการใช้งานและรูปแบบชีวิตอีกแบบได้มากขึ้น</p>
<p class="aligncenter"><img class="alignnone size-full wp-image-5419" title="มาสด้า 2 ซีดาน รุ่น Groove MT และ Maxx AT" src="http://www.thaiautoshop.com/wp-content/uploads/2010/07/testdrive-mazda2-sedan_1.jpg" alt="" width="499" height="333" /></p>
<p class="alignleft">มาสด้า2 ซีดาน ยังได้ถูกแบ่งออกเป็น 4 รุ่น เพื่อรองรับกับความต้องการของผู้บริโภคที่แตกต่าง โดยจะแบ่งออกเป็นรุ่นที่มีราคาย่อมเยาที่สุดใน<strong>รุ่น GROOVE</strong> ทั้งในแบบเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด โดยในรุ่นนี้หากจะสังเกตง่ายๆ นั่นก็คือ ที่ตัวล้อที่จะเป็นเพียงล้อแบบกระทะเหล็ก มาพร้อมฝาครอบล้อลายสวยขนาด 15 นิ้ว และถัดมาในรุ่นกลาง รุ่น SPIRIT</p>
<p class="aligncenter"><img class="alignnone size-full wp-image-5420" title="ทดสอบรถ มาสด้า 2 ซีดาน รุ่น Groove MT และ Maxx AT" src="http://www.thaiautoshop.com/wp-content/uploads/2010/07/testdrive-mazda2-sedan_2.jpg" alt="" width="499" height="333" /></p>
<p class="alignleft">ที่จะมีการเพิ่มเติมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกภายในหลายอย่าง อย่างเช่น ชุดจอแสดงข้อมูลการขับขี่ ถุงลมนิรภัยคู่หน้า ระบบกุญแจนิรภัย (Immobilizer) สัญญาณกันขโมย ไปจนถึงช่วงล่างแบบสปอร์ต ที่นอกเหนือจากภายใน ในส่วนภายนอกที่อัพล้อติดรถขนาด 15 นิ้ว จากล้อกระทะเหล็กมาเป็นวงล้ออัลลอย ขนาด 15 นิ้ว เท่าเดิม ส่วนในรุ่นสูงสุด รุ่นท็อปของตระกูลมาสด้า2 ใน<strong>รุ่น MAXX</strong> ที่มีเฉพาะเกียร์อัตโนมัติเท่านั้น โดยมีการเพิ่มเติมชุดกุญแจรีโมตอัจฉริยะ (Smart Keyless Entry System)</p>
<p class="aligncenter"><img class="alignnone size-full wp-image-5426" title="ระบบสตาร์ทอัจฉริยะ (Keyless Start System)" src="http://www.thaiautoshop.com/wp-content/uploads/2010/07/testdrive-mazda2-sedan_8.jpg" alt="" width="499" height="333" /></p>
<p class="alignleft">ระบบสตาร์ทอัจฉริยะ (Keyless Start System) ที่ช่วยให้ความสะดวกในการเปิด-ปิด ระบบล็อกประตูอย่างง่ายดายขึ้น เพราะเพียงแค่พกกุญแจรีโมตไว้ที่ตัว ก็สามารถกดเปิด-ปิด ระบบล็อกได้ทันทีที่ปุ่มสีดำตรงมือเปิดประตู และที่สำคัญ ยังสามารถสตาร์ทรถได้เลยโดยไม่ต้องใช้กุญแจขึ้นมาไข เทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่เพิ่งจะได้รับการนำมาใช้ในรถระดับนี้</p>
<p class="aligncenter"><img class="alignnone size-full wp-image-5425" title="คอนโซลหน้า มาสด้า 2 ซีดาน รุ่น Groove MT" src="http://www.thaiautoshop.com/wp-content/uploads/2010/07/testdrive-mazda2-sedan_7.jpg" alt="" width="499" height="333" /></p>
<p class="aligncenter">คอนโซลหน้า มาสด้า 2 ซีดาน รุ่น Groove MT</p>
<p class="alignleft">นอกจากนี้ในรุ่น MAXX ยังเพิ่มชุดเครื่องเสียงที่เป็นทั้งวิทยุและเครื่องเล่นซีดีในตัวแบบ 6 แผ่น มาให้ พร้อมกับชุดควบคุมบนก้านพวงมาลัย เพื่อเพิ่มความสะดวกในการควบคุมโดยไม่ต้องละมือจากพวงมาลัย อันเป็นการเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ไปในตัว สำหรับภายนอก ในรุ่นท็อปนี้จะมาพร้อมล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้ว พร้อมยางสไตล์สปอร์ตขนาด 195/45R16</p>
<h3>เครื่องยนต์ใหม่</h3>
<p class="aligncenter"><img class="alignnone size-full wp-image-5427" title="เครื่องยนต์ใหม่ มาสด้า 2 ซีดาน" src="http://www.thaiautoshop.com/wp-content/uploads/2010/07/testdrive-mazda2-sedan_9.jpg" alt="" width="499" height="333" /></p>
<p class="alignleft">เครื่องยนต์ใหม่ MZR 1.5L แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว ขนาด 1,498 ซี.ซี. มาพร้อมกับระบบควบคุมการเปิด-ปิด วาล์วแปรผันแบบอิเล็กทรอนิกส์ S-VT (Sequential Valve Timing System) และระบบ TSCV (Tumble Swirl Control Valve) ที่ช่วยควบคุมให้ไอดีสามารถไหลเข้าสู่ห้องเผาไหม้ได้อย่างสมบูรณ์และเพียงพอ ในทุก ๆ ช่วงความเร็ว เทคโนโลยีเดียวกับที่ประจำการอยู่ในมาสด้า2 ตัว 5 ประตู ด้วยแรงม้าที่พร้อมทำหน้าที่ทั้ง 103 ตัว กับแรงบิดสูงสุด13.8 กก.-ม. ที่ 4,000 รอบ/นาที ที่อาจจะดูน้อยไปบ้าง เมื่อมองถึงบรรดาคู่แข่ง แต่ในเรื่องของการตอบสนองต่อการใช้งานนั้น ก็ไม่ได้น้อยไปตามตัวเลขสักเท่าไหร่ โดยสามารถให้การตอบสนองได้ตั้งแต่ในรอบต้น ไล่ยาวไปจนถึงรอบปลาย แต่ถ้าสังเกตถึงบุคลิกของเครื่องตัวนี้กันดีๆ ก็จะพบว่าใน DNA ของความเป็นมาสด้านั้น เครื่องยนต์บล็อกนี้ก็ยังเป็นเครื่องที่จะเรียกความสนุกในการขับขี่ได้ เต็มที่ก็จะอยู่ในช่วงเข็มวัดรอบของเครื่องยนต์กวาดขึ้นไปเลย 3,000 รอบ ความจี๊ดจ๊าดที่ซ่อนอยู่ก็จะพร้อมพาคุณออกไปสัมผัสอารมณ์แบบ Zoom-Zoom กันอย่างแท้จริง</p>
<h3>ระบบขับเคลื่อน</h3>
<p class="aligncenter"><img class="alignnone size-full wp-image-5422" title="มาสด้่า 2 ซีดาน รุ่น MAXX AT กับการใช้งานทั่วไป" src="http://www.thaiautoshop.com/wp-content/uploads/2010/07/testdrive-mazda2-sedan_4.jpg" alt="" width="499" height="333" /></p>
<p class="alignleft">ระบบเกียร์ที่ถูกนำมาประจำการใน มาสด้า2 ซีดานนั้น ยังคงเป็นชุดเกียร์เดียวกับที่ใช้ในตัว 5 ประตู โดยยังคงมีให้เลือกตอบสนองการใช้งานที่หลากหลาย ด้วยระบบเกียร์ทั้งแบบอัตโนมัติ 4 สปีด และแบบธรรมดา 5 สปีด โดยเกียร์แบบอัตโนมัติ 4 สปีดนั้น ได้รับการออกแบบให้สามารถตอบสนองต่อการใช้งานได้อย่างคล่องแคล่ว รวดเร็ว เพื่อเพิ่มความสนุกในการขับขี่ตามนิยาม Zoom-Zoom</p>
<p class="aligncenter"><img class="alignnone size-full wp-image-5423" title="มาสด้า 2 ซีดาน รุ่น MAXX AT กับการขับขี่ในเมือง" src="http://www.thaiautoshop.com/wp-content/uploads/2010/07/testdrive-mazda2-sedan_5.jpg" alt="" width="499" height="333" /></p>
<p class="alignleft">ด้วยการตอบสนองที่รวดเร็วของเกียร์อัตโนมัติชุดนี้มีส่วนสำคัญที่ช่วยให้การขับขี่ในเมืองนั้นมีความคล่องแคล่วมากขึ้น เสริมรับกับขนาดตัวรถที่กะทัดรัดได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะในยามที่จำเป็นต้องโยกเปลี่ยนเลนนั้น กำลังเครื่องยนต์ที่มีก็พร้อมจะส่งตรงลงสู่พื้นเพื่อพาเจ้ามาสด้า2 ให้โลดแล่นไปอย่างปราดเปรียว</p>
<p class="aligncenter"><img class="alignnone size-full wp-image-5424" title="มาสด้า 2 ซีดาน รุ่น Groove MT" src="http://www.thaiautoshop.com/wp-content/uploads/2010/07/testdrive-mazda2-sedan_6.jpg" alt="" width="499" height="333" /></p>
<p class="alignleft">ส่วนในรุ่นเกียร์ธรรมดาแบบ 5 สปีด ที่นอกเหนือจากจะมีระดับราคาที่ย่อมเยากว่าแล้วนั้น แต่ในเรื่องของการใช้งานก็ยังได้รับการออกแบบมาให้รองรับกับการขับขี่ในแบบสปอร์ตได้ไม่น้อยหน้าใคร จากอัตราทดที่จัดจ้านขึ้นของเกียร์ธรรมดา ที่ส่งผลโดยตรงให้ในเวลาที่ขับขี่ รอบเครื่องยนต์นั้นมักจะป้วนเปี้ยนอยู่ในช่วงรอบที่ใกล้กับรอบที่มีแรงบิดสูงสุดอยู่เกือบตลอดเวลา จนทำให้การตอบสนองของคันเร่งในรุ่นเกียร์ธรรมดานั้น มีจังหวะในการตอบสนองที่รวดเร็วในทันทีที่กดคันเร่ง อย่างเช่น ที่ความเร็ว 120 กม./ชม. ในรุ่นเกียร์ธรรมดาจะใช้รอบเครื่องอยู่ที่ 3,600 รอบ ส่วนรุ่นเกียร์อัตโนมัติ กลับมีรอบเครื่องยนต์อยู่แค่ 3,200 รอบ เท่านั้น ซึ่งตรงนี้จะเห็นได้ถึงความแตกต่างของรอบเครื่องยนต์ที่ต่างกันถึง 400 รอบ และเมื่อมองถึงช่วงรอบกำลังสูงสุด แรงบิดสูงสุดของเครื่องยนต์ที่อยู่ที่ระดับ 4,000 รอบ/นาที จะเห็นได้ว่า มาสด้า2 เกียร์ธรรมดานั้น มีรอบเครื่องยนต์ที่ใกล้ช่วงรอบสูงสุดมากกว่ารุ่นเกียร์อัตโนมัติ อันทำให้การตอบสนองของเครื่องยนต์ในรุ่นเกียร์ธรรมดามีข้อได้เปรียบในเรื่องนี้</p>
<p class="aligncenter"><img class="alignnone size-full wp-image-5421" title="ท้ายรถ มาสด้า 2 ซีดาน รุ่น Groove MT" src="http://www.thaiautoshop.com/wp-content/uploads/2010/07/testdrive-mazda2-sedan_3.jpg" alt="" width="499" height="333" /></p>
<p class="alignleft">นอกจากการตอบสนองที่ดีกว่าในด้านความรู้สึกแล้ว ในรุ่นเกียร์ธรรมดานั้น หากลากรอบเค้นสมรรถนะกันเต็ม ๆ ก็จะพบว่าเจ้ามาสด้า2 เครื่องยนต์แค่ 1,500 ซี.ซี. ที่มาพร้อมแรงม้าแค่ร้อยนิด ๆ นี้ สามารถไต่ความเร็วขึ้นไปถึงตัวเลข 175 กม./ชม. กันตั้งแต่เกียร์ 4 อันเป็นความเร็วสูงสุดที่มาสด้า2 ทำได้ โดยรอบเครื่องยนต์ก็ปาเข้าไปถึงรอบตัดที่ 6,800 รอบ ซึ่งพอเข้าเกียร์ 5 รอบเครื่องยนต์ก็จะหล่นลงมาอีกนิดมาอยู่ที่ 5,300 รอบ โดยที่ยังคงสามารถรักษาความเร็วสูงสุดเอาไว้ได้</p>
<p class="alignleft">ถึงจะมีขอได้เปรียบในเรื่องการตอบสนองของเครื่องยนต์ในรุ่นเกียร์ธรรมดา แต่ถ้ามองถึงในเรื่องของความประหยัดแล้ว ดูเหมือนว่าเจ้ามาสด้า2 รุ่นเกียร์อัตโนมัติ จะมีภาษีที่ดีกว่าในเรื่องนี้ จากผลพวงของรอบเครื่องยนต์ในยามเดินทางที่ต่ำกว่ารุ่นเกียร์ธรรมดาในระดับความเร็วเท่า ๆ กัน ทำให้การใช้งานในเมืองนั้น ตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองของรุ่นเกียร์อัตโนมัติ สามารถทำได้ถึง 10.1 กม./ลิตร ในขณะที่รุ่นเกียร์ธรรมดากลับทำตัวเลขได้เพียงแค่ 9.3 กม./ลิตร นั่นก็เป็นไปตามความคาดหมายจากรอบเครื่องยนต์ที่แตกต่างกันของทั้ง 2 รุ่น แต่นั่นก็แลกมากับความจี๊ดจาดที่ได้มาของมาสด้า2 เกียร์ธรรมดา</p>
<h4>ระบบช่วงล่าง</h4>
<p class="aligncenter"><img class="alignnone size-full wp-image-5429" title="ทดสอบรถ มาสด้า 2 ซีดาน" src="http://www.thaiautoshop.com/wp-content/uploads/2010/07/testdrive-mazda2-sedan_11.jpg" alt="" width="499" height="333" /></p>
<p class="alignleft">ระบบช่วงล่างของมาสด้า2 ซีดาน ยังคงเป็นระบบช่วงล่างเดียวกับรุ่น 5 ประตู ที่ยังคงให้การตอบสนองต่อการขับขี่ได้อย่างคล่องแคล่ว โดยเฉพาะการใช้งานในเมืองที่มีหลากหลายสภาพถนนของบ้านเรา แต่ก็อดห่วงไม่ได้กับเจ้ายางซีรีส์ต่ำที่มีซีรีส์เพียง 45 ของล้อขอบ 16 นิ้ว ที่ติดตัวมาในรุ่นท็อป อันทำให้เวลาที่ขับผ่านรอบต่อถนนที่เป็นสันชันหรือหลุมลึก ๆ ก็เกรงว่าแม็กลายสวยจะคดหรือไม่ ซึ่งผิดกับล้อกระทะขนาด 15 นิ้ว ของรุ่นเกียร์ธรรมดาที่ไม่หวั่นแม้ถนนไม่เรียบ จากขนาดซีรีส์ยางที่สูงมากกว่า (ซีรีส์ 55) อย่างเห็นได้ชัด นอกจากความแตกต่างของไซส์ยางที่ติดตัวมานั้น ที่ทำให้มีผลบ้างในเรื่องของความรู้สึกในการยึดถนน แต่ในเรื่องของความกระฉับกระเฉงในการบังคับควบคุมนั้น ประสิทธิภาพการทำงานของชุดพวงมาลัยแบบแร็ค แอนด์ พิเนี่ยน ที่มาพร้อมระบบเพาเวอร์ช่วยผ่อนแรงแบบไฟฟ้า (EPAS) นั้น ยังคงทำหน้าที่ให้การบังคับและควบคุมเป็นไปอย่างแม่นยำ</p>
<p class="aligncenter"><img class="alignnone size-full wp-image-5428" title="ช่องเก็บของด้านหน้า มาสด้า 2 ซีดาน" src="http://www.thaiautoshop.com/wp-content/uploads/2010/07/testdrive-mazda2-sedan_10.jpg" alt="" width="499" height="333" /></p>
<p class="alignleft">ส่วนนอกเมืองนั้น พระเอกของเรื่องกลับกลายเป็น<strong>มาสด้า2 ซีดาน</strong>รุ่นท็อป เพราะทั้งขนาดหน้ายางที่กว้างกว่า ไปจนถึงซีรีส์ยางที่ต่ำกว่า กลับส่งผลโดยตรงทำให้อาการของตัวรถดูกระชับ และมั่นใจมากกว่าเจ้ารุ่นเกียร์ธรรมดาที่พอวิ่งไต่ความเร็วขึ้นไปสูงๆ ดูเหมือนว่าทั้งกระแสลมที่มาปะทะทางด้านหน้าและด้านข้าง กลับทำให้ตัวรถออกอาการเซอย่างเห็นได้ชัด ทั้งนี้ส่วนสำคัญก็หน้าที่จะมาจากขนาดของยางที่แตกต่าง อันเป็นผลให้สมรรถนะในการเกาะถนนลดลง นั่นก็หมายความว่าหากต้องการนำเจ้าซิตี้คาร์คันนี้มารองรับบทโหดก็คงจะ ต้องหาทางอัพเกรดกันสักนิด เพราะไม่เช่นนั้นก็เหมือนกับเราเอารถมาใช้ค่อนข้างผิดวัตถุประสงค์</p>
<p class="alignleft">มาถึงตรงนี้คงต้องแล้วแต่ผู้ใช้แล้วว่าจะมีความต้องการการใช้งานแบบไหน เพราะถ้าเลือกที่ความสบายของเท้าข้างซ้ายก็คงจะต้องเลือกรุ่นเกียร์ อัตโนมัติ แต่ถ้าหากเป็นคนที่ต้องการรสชาติในการขับขี่แบบเต็มที่ งานนี้เจ้าเกียร์ธรรมดา 5 สปีดคงจะเป็นตัวเลือกที่เหมาะกว่าอย่างเห็นๆ</p>
<h4>ความเร็วเดินทางที่เกียร์สูงสุด (Groove MT)</h4>
<table>
<tbody>
<tr>
<th>ความเร็ว (กม./ชม.)</th>
<th>รอบ (รอบ/นาที)</th>
</tr>
<tr>
<td>100</td>
<td>3,000</td>
</tr>
<tr>
<td>120</td>
<td>3,600</td>
</tr>
<tr>
<td>140</td>
<td>4,200</td>
</tr>
<tr>
<td>160</td>
<td>4,800</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h4>ความเร็วสูงสุด และรอบเครื่องยนต์ในแต่ละเกียร์ (Groove MT)</h4>
<table>
<tbody>
<tr>
<th>เกียร์</th>
<th>ความเร็ว</th>
<th>รอบเครื่องยนต์</th>
</tr>
<tr>
<td>1</td>
<td>50</td>
<td>7,000</td>
</tr>
<tr>
<td>2</td>
<td>92</td>
<td>6,800</td>
</tr>
<tr>
<td>3</td>
<td>132</td>
<td>6,800</td>
</tr>
<tr>
<td>4</td>
<td>175</td>
<td>6,800</td>
</tr>
<tr>
<td>5</td>
<td>175</td>
<td>5,300</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h4>ความเร็วเดินทางที่เกียร์สูงสุด (Maxx AT)</h4>
<table>
<tbody>
<tr>
<th>ความเร็ว (กม./ชม.)</th>
<th>รอบ (รอบ/นาที)</th>
</tr>
<tr>
<td>100</td>
<td>2,700</td>
</tr>
<tr>
<td>120</td>
<td>3,200</td>
</tr>
<tr>
<td>140</td>
<td>3,700</td>
</tr>
<tr>
<td>160</td>
<td>4,200</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p class="alignleft">ขอบคุณรูปภาพและเนื้อหาจาก กรังปรีซ์กรุ๊ป</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaiautoshop.com/testdrive/5418.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>3</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>TOYOTA LAND CRUISER SERIES VX200 รถหรู สุดยอด suv</title>
		<link>http://www.thaiautoshop.com/testdrive/5141.html?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=toyota-land-cruiser-series-vx200-%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%2596%25e0%25b8%25ab%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b9-%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%25b8%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%25a2%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2594-suv</link>
		<comments>http://www.thaiautoshop.com/testdrive/5141.html#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 16 May 2010 05:51:17 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ทดสอบรถ]]></category>
		<category><![CDATA[suv]]></category>
		<category><![CDATA[toyota]]></category>
		<category><![CDATA[toyota land cruiser]]></category>
		<category><![CDATA[toyota land cruiser vx200]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaiautoshop.com/?p=5141</guid>
		<description><![CDATA[ชื่อของ TOYOTA LAND CRUISER มันเป็นรถในฝันของหลายๆ คน หรูเริ่ด ลุยได้ และถูกสานต่อด้วยการผลิตออกมาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่รุ่น SERIES 40 จนมาถึงน้องใหม่สุดหรูอย่าง SERIES VX200 ในแดนคาวบอยนั้น ต่างยกให้ HUMMER เป็น KING OF OFF ROAD แต่ถ้าฝั่งเอเซียบ้านเรานั้น ตำแหน่งนี้คงตกอยู่กับเจ้ายักษ์ใหญ่อย่าง TOYOTA LAND CRUISER อย่างแน่นอน TOYOTA LAND CRUISER VX200 นั้น ถือได้ว่าเป็นน้องใหม่ของรถในตระกูล SERIES VX แต่ถูกแต่งเติมในเรื่องของเทคโนโลยีต่างๆ เอาไว้อย่างมากมาย แม้ว่าเจ้ายักษ์ใหญ่คันนี้ จะถูกผลิตโดยค่ายแม่อย่างโตโยต้าประเทศญี่ปุ่น แต่ถูกนำเข้ามาโดยบรรดาเกย์มาร์เก็ตหรือผู้นำเข้ารถยนต์อิสระ ซึ่งผู้นำเข้ารายใหญ่ๆ นั้นมีอยู่หลายรายด้วยกัน เพื่อตอบสนองกลุ่มเป้าหมายระดับไฮเอนด์ ในบ้านเรานั้น รถรุ่นนี้วิ่งบนถนนแทบจะนับคันได้ จึงเป็นเรื่องยากที่จะได้หยิบยืมรถรุ่นนี้มาทดสอบให้กับแฟนๆ นิตยสารได้อ่าน แต่ครั้งนี้ นิตยสารออฟโรด ได้มีโอกาสได้สัมผัสความสุดยอดของ King of Off [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p class="alignleft">ชื่อของ <strong>TOYOTA LAND CRUISER</strong> มันเป็นรถในฝันของหลายๆ คน หรูเริ่ด ลุยได้ และถูกสานต่อด้วยการผลิตออกมาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่รุ่น SERIES 40 จนมาถึงน้องใหม่สุดหรูอย่าง SERIES VX200 ในแดนคาวบอยนั้น ต่างยกให้ HUMMER เป็น KING OF OFF ROAD แต่ถ้าฝั่งเอเซียบ้านเรานั้น ตำแหน่งนี้คงตกอยู่กับเจ้ายักษ์ใหญ่อย่าง TOYOTA LAND CRUISER อย่างแน่นอน</p>
<p class="aligncenter"><a href="http://www.thaiautoshop.com/wp-content/uploads/2010/05/TOYOTA-LAND-CRUISER-01.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-5172" title="TOYOTA LAND CRUISER 01" src="http://www.thaiautoshop.com/wp-content/uploads/2010/05/TOYOTA-LAND-CRUISER-01.jpg" alt="" width="497" height="333" /></a></p>
<p class="alignleft"><strong>TOYOTA LAND CRUISER VX200</strong> นั้น ถือได้ว่าเป็นน้องใหม่ของรถในตระกูล SERIES VX แต่ถูกแต่งเติมในเรื่องของเทคโนโลยีต่างๆ เอาไว้อย่างมากมาย แม้ว่าเจ้ายักษ์ใหญ่คันนี้          จะถูกผลิตโดยค่ายแม่อย่างโตโยต้าประเทศญี่ปุ่น แต่ถูกนำเข้ามาโดยบรรดาเกย์มาร์เก็ตหรือผู้นำเข้ารถยนต์อิสระ ซึ่งผู้นำเข้ารายใหญ่ๆ นั้นมีอยู่หลายรายด้วยกัน เพื่อตอบสนองกลุ่มเป้าหมายระดับไฮเอนด์</p>
<p class="alignleft">ในบ้านเรานั้น รถรุ่นนี้วิ่งบนถนนแทบจะนับคันได้ จึงเป็นเรื่องยากที่จะได้หยิบยืมรถรุ่นนี้มาทดสอบให้กับแฟนๆ นิตยสารได้อ่าน แต่ครั้งนี้ นิตยสารออฟโรด ได้มีโอกาสได้สัมผัสความสุดยอดของ King of Off Road จากแดนปลาดิบ ซึ่งเป็นรถของ คุณสุริยงค์ วงศ์ชมพู หรือ เปี๊ยก ระยอง ที่ซื้อใหม่แกะกล่องมาเมื่อสองเดือนที่แล้ว</p>
<p class="alignleft">เปี๊ยก ระยอง ซื้อรถคันนี้มาก็เพื่อใช้งานทั่วไปแล้ว ยังนำมาเป็นต้นแบบในการสร้างกันชน ส่งไปจำหน่ายที่ออสเตรเลียและทางฝั่งยุโรปอีกด้วย และทาง เปี๊ยก ระยอง นอกจากได้กรุณานำสุดยอดรถ SUV คันนี้มาให้ทีมงานได้ทดสอบแล้ว ยังเสียเวลาเป็นสารถีให้กับเราอีกด้วย อุปกรณ์แต่งบางชนิด เช่น บันไดข้าง เพลทหรือการ์ดชายล่างประตู นั้น เปี๊ยก ระยอง แต่งเติมเข้าไปในภายหลัง</p>
<p class="aligncenter"><a href="http://www.thaiautoshop.com/wp-content/uploads/2010/05/TOYOTA-LAND-CRUISER-02.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-5173" title="TOYOTA LAND CRUISER 02" src="http://www.thaiautoshop.com/wp-content/uploads/2010/05/TOYOTA-LAND-CRUISER-02.jpg" alt="" width="497" height="333" /></a></p>
<h3>รูปร่าง หน้าตา ถอดแบบจากรุ่นพี่ VX100 มาทั้งกระบิ ดูดี ส่วนภายในแจ่ม</h3>
<p class="alignleft">รูปร่างหน้าตาของ <strong>TOYOTA LAND CRUISER SERIES VX200</strong> อาจจะไม่โดดเด่นเท่าใดนัก คล้ายๆ กับ VX100 แต่มีการปรับเปลี่ยนที่เด่นชัดสุด ก็เห็นจะเป็นกระจังหน้าที่เพิ่มช่องระบายอากาศเป็น 5 ช่อง ด้วยการใช้คิ้วโครเมี่ยม (VX100 มี 4 ช่อง) สอดรับกับไฟใหญ่หน้าแบบ Projector และสปอร์ทไลท์ ทำให้หน้าตาของมันดูใหญ่โตขึ้น กรอบกระจกมองข้าง/กระจกมองมุมสีเดียวกับตัวรถ งานนี้มาพร้อมชุดแต่งแอร์โร่พาร์ทรอบคันพร้อมบันไดข้าง สีเดียวกับตัวรถ สปอยเลอร์หลังก็สีเดียวกับตัวรถ และใช้ยางและล้อขนาด 258/60 R 18 116 และอ๊อฟชั่นพิเศษอย่าคันของ เปี๊ยก ระยองนี้ ใช้ยางและล้อขนาด 285/50 R20</p>
<p class="alignleft">แต่เมื่อมุดเข้าสู่ภายใน บอกได้คำเดียวว่านอกจากจะกว้างขวางโอ่โถงและหรูหราแล้ว ยังติดตั้งสิ่งอำนวยความสะดวกสบายเอาไว้ครบครัน เบาะหนังแท้สไตล์ใหม่รองรับสรีระจากโรงงาน เบาะคู่หน้าปรับอุณภมิพร้อมปรับไฟฟ้าและเบาะผู้ขับขี่ปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง พวงมาลัยเป็นมัลติฟังก์ชั่นแบบสี่ก้าน ปรับระดับด้วยไฟฟ้าและความจำ รวมทั้งปรับน้ำหนักแบบแปรผัน หัวเกียร์และพวงมาลัยลายไม้หุ้มหนังแท้ มีสวิทย์ควบคุมรักษาระดับความเร็ว CRUISE CONTROL บริเวณคอนโซลฝัง AIRBAG ด้านหน้าผู้ขับขี่ ด้านหัวเข่าและผู้โดยสาร รวมทั้งด้านข้างผู้ขับขี่และผู้โดยสารหน้า และ AIR BAG ม่านนิรภัย เข็มขัดนิรภัยคู่หน้าแบบจำกัดแรงดึง ที่อาจจะสร้างความรำคาญหากว่าคุณเป็นคนที่ไม่ชอบคาดเข็มขัด และมันจะร้องเตือนอยู่ตลอดเวลา ประมาณ 5 นาที จึงจะดับไปเอง ส่วนที่นั่งตอน 2 ด้านขวาสำหรับ CHILD SEAT</p>
<p class="aligncenter">
<p class="aligncenter"><a href="http://www.thaiautoshop.com/wp-content/uploads/2010/05/TOYOTA-LAND-CRUISER-03.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-5174" title="TOYOTA LAND CRUISER 03" src="http://www.thaiautoshop.com/wp-content/uploads/2010/05/TOYOTA-LAND-CRUISER-03.jpg" alt="" width="482" height="336" /></a></p>
<p class="alignleft">คอนโซลหน้าและคอนโซลเกียร์เป็นลายไม้ โดยที่มาตรวัดเป็นแบบ OPTITRON ปรับแสงได้ แต่ตัวเลขความเร็วของรุ่นนี้จะบอกเป็นไมล์เด่นชัด แต่ก็มีบอกเป็นกิโลเมตรเล็กๆ อยู่วงนอก ชุดเครื่องเสียง Radio FM AM CD 6 Super Sound ลำโพง 9 จุด ด้านข้างของเครื่องเสียงฝั่งขวามือนั้น ก็เป็นปุ่ม ENGINE START/STOP และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบ 4H/4L เหนือชุดเครื่องเสียงขึ้นไป ก็เป็นจอมอนิเตอร์ที่บอกเกี่ยวกับระบบต่างๆ โดยเฉพาะระบบนำทาง (แต่ใช้ไม่ได้ในเมืองไทย) และที่ไม่ขาดนับตั้งแต่ VX80-VX200 ก็คือ ตู้เย็นและถาดใส่ของบริเวณคอนโซลกลาง ขยับลงมาที่คอนโซลเกียร์นั้น จะเต็มไปด้วยปุ่มต่างๆ มากมาย อาทิ ที่เสียบ USB ปุ่มปรับอุณหภูมิเบาะนั่งซ้าย-ขวา ปุ่มปรับความสูง-ต่ำของรถ รวมทั้งปุ่มความนิ่มนวลของช่วงล่างที่มีให้เลือกถึง 3 ระดับ</p>
<p class="aligncenter">
<p class="aligncenter">
<p class="aligncenter">
<p class="aligncenter"><a href="http://www.thaiautoshop.com/wp-content/uploads/2010/05/TOYOTA-LAND-CRUISER-04.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-5175" title="TOYOTA LAND CRUISER 04" src="http://www.thaiautoshop.com/wp-content/uploads/2010/05/TOYOTA-LAND-CRUISER-04.jpg" alt="" width="247" height="496" /></a></p>
<p class="aligncenter"><a href="http://www.thaiautoshop.com/wp-content/uploads/2010/05/TOYOTA-LAND-CRUISER-05.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-5176" title="TOYOTA LAND CRUISER 05" src="http://www.thaiautoshop.com/wp-content/uploads/2010/05/TOYOTA-LAND-CRUISER-05.jpg" alt="" width="247" height="496" /></a></p>
<h3>เครื่องยนต์มีให้เลือก ทั้งเบนซิน 5.0 ลิตร และดีเซล 4.5 ลิตร</h3>
<p class="alignleft">สำหรับ <strong>VX200</strong> นี้ มีเครื่องยนต์ให้เลือกทั้งประเภทดีเซลและเบนซิน เครื่องยนต์เบนซินนั้นเป็นขนาด 5.0 V8 VVTi ให้พลัง 288 แรง ม้าที่ 5,400 รอบ/วินาที แรงบิดสูงสุด 448 นิวตันเมตร/3,400 รอบ /นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์ Automatic 5 Speed Super ECT ส่วนเครื่องยนต์ดีเซลนั้นเป็น 1VD-FTV หรือ V8 D-4D ความจุ 4,461 ให้แรงม้าสูงถึง 286 แรงม้า และแรงบิดมหาศาล 650นิวตัน/เมตร ที่ 3,600 รอบ/นาที เครื่องยนต์ทั้ง 2 ตัวนี้ มีดีคนละแบบ เครื่องเบนซินได้ความเงียบ แต่เครื่องยนต์ดีเซลได้ประหยัดและแรงบิดมหาศาล</p>
<p class="alignleft">ขุมพลัง 1VD-FTV ที่ถูกวางลงใต้ฝากระโปรงบานใหญ่หน้ารถนั้น อาจจะดูหน้าตาเรียบร้อย ไม่มีพิษสงอะไร แต่ด้วยความจุขนาด 4,461 ซีซี. จากกระบอกสูบทั้ง 8 สูบ ที่มีขนาด 86.0 มม. พร้อมช่วงชักที่ยาวถึง 96.0 มม. ควบคุมการฉีดจ่ายน้ำมันในแบบ Common rail ก่อนจะเปลี่ยนออกมาเป็นพลังกำลังที่สูงถึง 286 แรงม้า (210 kw) ในรอบเครื่องยนต์ 3,600 รอบ/นาที พร้อมแรงบิดขนาด 650 นิวตัน/เมตร ที่มีให้ใช้ตั้งแต่ 1,600 รอบ/นาที ก่อนจะแผ่วลงที่ช่วง 3,600 รอบ/นาที นั่นเอง กำลังขนาดนี้สามารถฉุดร่างกายที่ใหญ่โตกับน้ำหนักที่มีอยู่ประมาณ 3 ตัน (รวมสัมภาระและผู้โดยสาร) ที่กว้างถึง 1,970 มิลลิเมตร สูง 1,880 มิลลิเมตร และยาว 4,950 มิลลิเมตร (ขาดอีกนิดเดียวก็ยาว 5 เมตร) ผ่านเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีดได้อย่างสบายๆ</p>
<p class="aligncenter"><a href="http://www.thaiautoshop.com/wp-content/uploads/2010/05/TOYOTA-LAND-CRUISER-06.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-5177" title="TOYOTA LAND CRUISER 06" src="http://www.thaiautoshop.com/wp-content/uploads/2010/05/TOYOTA-LAND-CRUISER-06.jpg" alt="" width="249" height="167" /></a></p>
<p class="alignleft">การทดสอบในระยะมาตรฐาน VX200 มันสามารถทะยานออกตัวจากหยุดนิ่ง ผ่านระยะทาง 402 เมตร ด้วยเวลาพิกัด 16 วินาทีเท่านั้น และความเร็วปลายที่มีให้ใช้มากกว่า 180 กม. /ชม. ปิดท้ายด้วยเรื่องสำคัญในปัจจุบันนั่นก็คืออัตราสิ้นเปลืองที่ VX200 ทำได้นั้น อยู่ในระดับ 9.708 กิโลเมตร/ลิตร</p>
<h3>ช่วงล่างหน้า และระบบกันสะเทือน</h3>
<p class="alignleft">ระบบช่วงล่างของ SERIES VX200 นั้น ด้านหน้าเป็นแบบ Double wishbone ส่วนด้านหลังเป็นแบบ 4-link coil rigid suspension with lateral rod และหยุดความแรงของขุมพลัง 1VD-FTV ได้อย่างมั่นใจด้วยดิสเบรกทั้ง 4 ล้อ ซึ่งจะมีแค่นี้คงไม่ใช่ VX200 เพราะความพิเศษของมันอยู่ที่เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ใส่เข้าไป เพื่อให้เป็นสุดยอด SUV แห่งยุค มันคือ ระบบกันสะเทือนพิเศษ Kinetic Dynamic Suspension System (KDSS) ใช้ระบบไฮดรอลิกในการควบคุมการทำงานของระบบช่วงล่างด้านหน้าและหลัง เพื่อความปลอดภัยสูงสุดในขณะแล่นบนทางออนโรดด้วยความเร็วสูง นอกจากนี้มันยังถูกออกแบบให้สามารถ ปีนป่ายทางลาดชันได้สูงถึง 45 องศา ด้วยมุมเข้าหาที่มีถึง 31 องศา มุมจากท้ายรถที่ 23 องศา พร้อมมุมคร่อมท้ายรถ 24 องศา และวิ่งตะแคงได้ถึง 44 องศา นอกจากนี้เมื่อปรับระบบ KDSS แล้ว มุมจากท้ายรถ และมุมคร่อมยังเพิ่มขึ้นอีก 1 องศา และสามารถลุยน้ำได้สูงถึง 70 เซนติเมตร แบบสบายๆ</p>
<p class="aligncenter"><a href="http://www.thaiautoshop.com/wp-content/uploads/2010/05/TOYOTA-LAND-CRUISER-07.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-5178" title="TOYOTA LAND CRUISER 07" src="http://www.thaiautoshop.com/wp-content/uploads/2010/05/TOYOTA-LAND-CRUISER-07.jpg" alt="" width="234" height="167" /></a></p>
<p class="aligncenter"><a href="http://www.thaiautoshop.com/wp-content/uploads/2010/05/TOYOTA-LAND-CRUISER-12.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-5187" title="TOYOTA LAND CRUISER 12" src="http://www.thaiautoshop.com/wp-content/uploads/2010/05/TOYOTA-LAND-CRUISER-12.jpg" alt="" width="114" height="167" /></a><a href="http://www.thaiautoshop.com/wp-content/uploads/2010/05/TOYOTA-LAND-CRUISER-08.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-5179" title="TOYOTA LAND CRUISER 08" src="http://www.thaiautoshop.com/wp-content/uploads/2010/05/TOYOTA-LAND-CRUISER-08.jpg" alt="" width="112" height="167" /></a></p>
<h4>อุปกรณ์บางอย่างใช้ไม่ได้ในเมืองไทย</h4>
<p class="alignleft">ด้วยความที่ SERIES VX200 ผลิตและจำหน่ายอยู่ในต่างประเทศ และถูกนำเข้ามาโดยบรรดาเกย์มาร์เก็ต ทำให้มีอุปกรณ์บางอย่างไม่สามารถใช้ไม่ได้ในเมืองไทยได้ โดยเฉพาะระบบเนวิเกเตอร์ หรือระบบนำทางด้วยแผนที่อิเล็กทรอนิกส์ผ่านดาวเทียม แต่ยังดีที่อุปกรณ์ตัวนี้มากับเครื่องเล่นดีวีดี และชุดเครื่องเสียงพร้อมจอมอนิเตอร์ติดตั้งบริเวณกลางคอนโซล ที่ทำหน้าที่คอยเตือนด้วยเสียงสัญญาณรวมทั้งภาพ ในขณะที่เข้าเกียร์ถอยหลัก จอมอนิเตอร์ก็จะทำหน้าที่บอกตำแหน่งของรถที่จอด เป็นเส้นตารางสีเขียวขึ้น หากเราหักซ้ายหรือขวามากไปหรือใกล้กับสิ่งกีดขวาง สัญญาณเสียงก็ร้องเตือน จอมอนิเตอร์ที่ติดตั้งมา แม้จะใช้ประโยชน์ได้ไม่เต็มร้อยนัก แต่มันพอมีประโยชน์ในเรื่องความบันเทิง รวมทั้งสัญญาณเตือนเมื่อใกล้กับวัสดุที่อาจจะเป็นอันตรายหรืออาจจะเฉี่ยวชนกับรถ</p>
<h4>VX100 VS VX 200 ความเหมือนที่แตกต่าง</h4>
<p class="alignleft">หากไม่นำทั้ง 2 รุ่นนี้มาเปรียบเทียบกัน ท่านผู้อ่านจะมองเห็นภาพไม่ชัดเจนเท่าใดนัก ว่าเจ้าน้องใหม่อย่าง VX200 นั้นแตกต่างจากรุ่นพี่ของมันอย่างไร<br />
TOYOTA LAND CRUISER SERISE VX100 นั้น ถูกผลิตขึ้นในปี 1998 เพื่อประจำการแทน VX80 เพื่อแก้จุดบกพร่องของ SERIES 80 โดยเฉพาะเรื่องของระบบเบรก โดยผลิตออกมา 2 รุ่นด้วยกัน คือ เครื่องยนต์ 2UZ-FE เป็นเครื่องยนต์เบนซิน ความจุ 4,663 ซี.ซี.ให้แรงม้า 235 แรงม้า ที่ 4,800 รอบ/นาที และเครื่องยนต์ 1HD-FTV ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ดีเซล ความจุ 3,968 ซี.ซี. ให้แรงม้า 205 แรงม้า ที่ 3,400 รอบ/นาที ทั้ง 2 รุ่น เป็นเกียร์อัตโนมัติแบบ 4 SPEED ECT-I โดยแบ่งแยกตามรูปร่างเป็น 2 แบบ คือ รุ่น GF-UZJ 100W ซึ่งเป็นรุ่นที่มีบานสวิงยางอะไหล่อยู่ด้านหลัง และ KG-HDJ 101K เป็นรุ่นที่มีจุดติดตั้งเก็บยางอะไหล่ไว้ด้านใต้ท้อง</p>
<p class="alignleft">VX100 ใช้ระบบรองรับน้ำหนักที่สามารถปรับความสูง-ต่ำ และความแข็ง-อ่อนของระบบช่วงล่างได้ตามลักษณะการใช้งานได้ 4 ระดับ ด้วยระบบกันสะเทือนหน้าแบบปีกนกที่ยาวในระบบที่เรียกว่า “SKY HOOK TEMS” ที่จะทำงานร่วมกับระบบควบคุม AHC (ACTIVE HEIGHT CONTROL) ที่ใช้ระบบไฮดรอลิกเป็นตัวควบคุมความแข็ง-อ่อนของสปริง</p>
<p class="alignleft">ในขณะที่ VX 200 นั้น มีเครื่องยนต์ทั้งแบบดีเซลและเบนซินเช่นกัน มาพร้อมกับเทคโนโลยีใหม่ๆ อีกมากมาย อาทิ สมาร์ทคีย์แอนทรี เอ็นจิ้นสตาร์ท สต็อป immobilizer disc 4 ล้อ พร้อม ABS,EBD,BA,VSC,TRCม่านนิรภัย AIRBAG ด้านข้างผู้ขับขี่และผู้โดยสารหน้า และ AIRBAG ม่านนิรภัย VGRS พวงมาลัยปรับน้ำหนักแบบแปรผัน AIRBAG ด้านหน้าผู้ขับขี่ ด้านหัวเข่าและผู้โดยสาร พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นแลลสี่ก้นปรับระดับด้วยไฟฟ้าและความจำ ฯลฯ เรียกได้ว่า VX200 นั้น แม้จะถูกถ่ายทอด DNA มาจากรุ่นพี่อย่าง VX100 แต่ได้ถูกปรับแต่งเพิ่มเติมสมรรถนะในด้านต่างๆ เอาไว้จนครบถ้วน โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีถูกใส่เอาไว้เต็มๆ สมกับเป็นสุดยอด SUV ระดับหรูในยุคปัจจุบัน กับราคาค่าตัวที่ 8 ล้านนิดๆ ใครที่เหลือๆ อยากเป็นเจ้าของ บอกได้คำเดียวว่าคุ้มครับ</p>
<p class="alignleft"><a href="http://www.thaiautoshop.com/wp-content/uploads/2010/05/TOYOTA-LAND-CRUISER-09.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-5180" title="TOYOTA LAND CRUISER 09" src="http://www.thaiautoshop.com/wp-content/uploads/2010/05/TOYOTA-LAND-CRUISER-09.jpg" alt="" width="497" height="333" /></a></p>
<h4>รายละเอียดเกี่ยวกับ TOYOTA LAND CRUISER SERIES VX200</h4>
<ul>
<li>ความจุเครื่องยนต์ 4,461 c.c.</li>
<li>เครื่องยนต์ 1VD-FTV : 8 cylinders V line, 32 valve DOHC Common rail type</li>
<li>ลูกสูบxช่วงชัก : 86.0 x 96.0</li>
<li>กำลังอัด : 16.8:1</li>
<li>แรงม้าสูงสุด : 286hp/3600rmp</li>
<li>แรงบิดสูงสุด 650/1600-2800</li>
<li>ระบบช่วงล่างหน้า KDSS Double wish bone coilspring</li>
<li>ระบบช่วงล่างหลัง KDSS 4 link coilspring</li>
<li>ความยาว 4,950(m)</li>
<li>ความกว้าง 1,970(m)</li>
<li>ความสูง 1,880(m)</li>
<li>ระยะฐานล้อหน้า / หลัง 1,640/1,635(m)</li>
<li>น้ำหนักรถ (Crub Weight) 2,500 (kg)</li>
</ul>
<p class="aligncenter"><a href="http://www.thaiautoshop.com/wp-content/uploads/2010/05/TOYOTA-LAND-CRUISER-10.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-5181" title="TOYOTA LAND CRUISER 10" src="http://www.thaiautoshop.com/wp-content/uploads/2010/05/TOYOTA-LAND-CRUISER-10.jpg" alt="" width="485" height="333" /></a></p>
<h4>Safety</h4>
<ul>
<li>ระบบเบรกหน้า/ระบบเบรกหลัง disc 4 ล้อ พร้อม ABS,EBD,BA,VSC,TRC</li>
<li>ถุงลมนิรภัยด้านหลัง ม่านนิรภัย</li>
</ul>
<h4>Options Exterior</h4>
<ul>
<li>ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ Full time</li>
<li>ระบบปรับรองรับช่วงล่างไฮดรอลิค</li>
<li>TRC และ VSC ป้องกันล้อหมุนฟรีและควบคุมการทรงตัว</li>
<li>กระจกมองข้างปรับและพับเก็บด้วยไฟฟ้า</li>
<li>กระจกมองมุมสีเดียวกับตัวรถ</li>
<li>กรอบกระจกมองข้างสีเดียวกับดัวรถ</li>
<li>สปอยเลอร์หลังสีเดียวกับตัวรถ</li>
<li>สเตปกันลื่นยูรีเธนกันชนหลัง</li>
<li>สมาร์ทคีย์แอนทรี เอ็นจิ้นสตาร์ท สต็อป immobilizer</li>
<li>ไฟใหญ่หน้า Projector และสปอร์ทไลท์</li>
<li>Torsen Limited Slip Differential ระบบควบคุมแรงบิดส่งไปยังล้อทั้ง 4</li>
<li>ระบบ Rain Sensor ตรวจนับปริมาตร ปัดน้ำฝนหน้าอัตโนมัติ</li>
<li>กระจังหน้าระบายอากาศคิ้วโครเมี่ยมให้ช่วยปรับอากาศ 5 ช่อง</li>
<li>ชุดแต่งแอร์โร่พาร์ทรอบคันพร้อมบันไดข้าง สีเดียวกับตัวรถ</li>
<li>ระบบ AUTO ALARM</li>
</ul>
<h4>Options Interior</h4>
<ul>
<li>ระบบควบคุมเครื่องเสียงจากพวงมาลัย</li>
<li>เบาะหนังแท้สไตล์ใหม่รองรับสรีระจากโรงงาน</li>
<li>เบาะคู่หน้าปรับอุณภมิพร้อมปรับไฟฟ้าและเบาะผู้ขับขี่ปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง</li>
<li>พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นแลลสี่ก้นปรับระดับด้วยไฟฟ้าและความจำ</li>
<li>หัวเกียร์และพวงมาลับลายไม่หุ้มหนังแท้ โคนด้ามเบรกมือหุ้มหนัง</li>
<li>VGRS พวงมาลัยปรับน้ำหนักแบบแปรผัน</li>
<li>AIRBAG ด้านหน้าผู้ขับขี่ ด้านหัวเข่าและผู้โดยสาร</li>
<li>AIRBAG ด้านข้างผู้ขับขี่และผู้โดยสารหน้า และ AIRBAG ม่านนิรภัย</li>
<li>เข็มขัดนิรภัยคู่หน้าแบบจำกัดแรงดึง</li>
<li>ที่นั่นตอน 2 ด้านขวาสำหรับ CHILD SEAT</li>
<li>กระจกหน้าต่างขึ้น – ลงไฟฟ้า 4 บาน ป้องกันสิ่งกีดขวาง</li>
<li>กระจกประตูเลื่อนขึ้นลงด้วยรีโมท</li>
<li>ชุดเครื่องเสียง Radio FM AM CD 6 Super Sound ลำโพง 9 จุด</li>
<li>มาตรวัดแบบ OPTITRON ปรับแสงได้</li>
<li>สวิทควบคุมรักษาระดับความเร็ว CRUISE COMTROL</li>
<li>เปิด – ปิดไฟใหญ่หน้าแบบอัตโนมัติ</li>
<li>ลายไม้คอนโซลหน้าและคอนโซลเกียร์</li>
<li>คอนโซลกลางที่ท้าวแขนหุ้มหนังแท้</li>
<li>ที่บังแดดด้านหน้าสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร พร้อมกระจกไฟส่อง</li>
<li>ตู้เย็นและถาดใส่ของ</li>
</ul>
<p class="aligncenter"><a href="http://www.thaiautoshop.com/wp-content/uploads/2010/05/TOYOTA-LAND-CRUISER-11.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-5182" title="TOYOTA LAND CRUISER 11" src="http://www.thaiautoshop.com/wp-content/uploads/2010/05/TOYOTA-LAND-CRUISER-11.jpg" alt="" width="497" height="333" /></a></p>
<p class="alignleft">สุริยงค์ วงศ์ชมพู หรือ เปี๊ยก ระยอง เจ้าของบริษัท เปี๊ยก ระยองออฟโรด จำกัด เจ้าของรถ <strong>TOYOTA LAND CRUISER VX200</strong> “ปกติผมใช้ TOYOTA LAND CRUISER VX100 อยู่แล้ว เป็นเครื่องยนต์เบนซิน 2UZ-FE ความจุ 4,663 ซี.ซี. ก็ค่อนข้างประทับใจในเรื่องของสมรรถนะ ของรถในตระกูลนี้อยู่แล้ว ทั้งเรื่องของการขับขี่ใช้งานยามปกติ ก็ให้ทั้งความนุ่มนวล กว้างขวางสะดวกสบาย มีความปลอดภัยสูง แถมลุยได้เต็มที่</p>
<p class="alignleft">ส่วน <strong>TOYOTA LAND CRUISER VX200</strong> คันนี้ เพิ่งซื้อมาไม่นาน จากเกรย์มาร์เก็ตรายหนึ่ง จุดประสงค์ก็อย่างที่บอก คือ ชื่นชอบรถในตระกูลนี้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว บวกกับบริษัทของผม ผลิตกันชนรถออฟโรดรุ่นต่างๆ ส่งขายทั้งในเมืองไทยและต่างประเทศ ดังนั้นการที่ซื้อรถรุ่นนี้มาก็เพื่อเป็นต้นแบบในการสร้างกันชน เพื่อส่งไปจำหน่ายที่ออสเตรเลียและฝั่งยุโรป ซึ่งมีการใช้รถรุ่นนี้กันมาก จากการที่ใช้มาระยะหนึ่ง บอกได้เลยว่า มันเป็นรถที่สมบูรณ์แบบมากๆ อัตราเร่งที่ถือว่าดีมากๆ และประหยัดน้ำมัน เมื่อเทียบกับรูปร่างที่ใหญ่โต เพียง 10 กิโลลิตรเท่านั้นที่ความเร็วประมาณ 120 กิโลเมตร/ชั่วโมง นอกจากนี้ยังขับสบาย ทัศนวิสัยก็เยี่ยมเนื่องจากความสูงของรถ และที่ตัดสินใจเลือกใช้รถรุ่นนี้อีกอย่างหนึ่งก็คือ ระบบความปลอดภัยก็มีมาให้ครบถ้วน สมรรถนะทุกอย่างก็สมราคาของมัน&#8221;</p>
<p class="alignleft">ขอบคุณเนื้อหาจาก กรังปรีซ์กรุ๊ป</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaiautoshop.com/testdrive/5141.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>7</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ทดสอบรถ มาสด้า 2 สมราคา พร้อมช่วงล่างหนึบๆ</title>
		<link>http://www.thaiautoshop.com/testdrive/4526.html?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%259a%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%2596-%25e0%25b8%25a1%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%2594%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%25b2-2-%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%25a1%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%2584%25e0%25b8%25b2-%25e0%25b8%259e%25e0%25b8%25a3</link>
		<comments>http://www.thaiautoshop.com/testdrive/4526.html#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 08 Mar 2010 16:58:45 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ทดสอบรถ]]></category>
		<category><![CDATA[mazda]]></category>
		<category><![CDATA[mazda2]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaiautoshop.com/?p=4526</guid>
		<description><![CDATA[หลังจากรอกันมานาน มาสด้า ก็ถึงคิวได้ฤกษ์เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อกลางเดือนพฤศจิกายน ที่ผ่านมา สำหรับมาสด้า 2 รถเล็กพริกขี้หนูของค่ายที่จะเป็นตัวทีเด็ด กอบโกยยอดขายให้เป็นกอบเป็นกำ จากสมรรถนะและความสดใหม่ มาสด้า 2 นั้น ถือว่าเป็นรถซิตี้คาร์ที่ถูกออกแบบภายใต้ปรัชญา “ความโดดเด่นและพลังแห่งการเคลื่อนไหว” โดยรับการถ่ายทอดเชื้อสายความเป็นสปอร์ตมาจากเหล่าบรรดารุ่นพี่อย่าง RX-8, MX-5 และมาสด้า 3 และการออกแบบได้เน้นเส้นสายและอารมณ์ของความเป็นสปอร์ตทั้งแต่หัวจดท้าย ซึ่งมีรางวัล “รถยนต์ยอดเยี่ยมของโลก ปี 2008” และยังเป็น 1 ใน 3 ของรถยนต์ที่เข้ารอบสุดท้ายของการมอบรางวัลการออกแบบยนตรกรรมยอดเยี่ยมของ โลกในปีเดียวกันด้วย โดยเราจะมา ทดสอบมาสด้า 2 รุ่น Groove Sport AT ที่เป็นตัวธรรมดา เกียร์ออโต้ และ Maxx Sport AT ซึ่งเป็นรุ่นตัวท็อปแบบฟูลออปชั่น ลองมาเดินสำรวจรอบ ๆ ตัวรถกันก่อน สิ่งที่แตกต่างกันระหว่างรถสองคันนี้ที่เห็นชัดเจนได้จากด้านนอกนั้นก็คือ เครื่องทรงแบบสปอร์ต ทั้งกันชนหน้า กันชนหลัง สปอยเลอร์หลังคา และสเกิร์ตข้างที่เป็นแบบสปอร์ตทั้งหมด ในส่วนของล้อก็ต่างกัน โดยตัวท็อปจะเป็นล้ออัลลอยขนาด [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p class="alignleft">หลังจากรอกันมานาน มาสด้า ก็ถึงคิวได้ฤกษ์เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อกลางเดือนพฤศจิกายน ที่ผ่านมา สำหรับ<strong>มาสด้า 2</strong> รถเล็กพริกขี้หนูของค่ายที่จะเป็นตัวทีเด็ด กอบโกยยอดขายให้เป็นกอบเป็นกำ จากสมรรถนะและความสดใหม่</p>
<p class="aligncenter"><img class="alignnone size-full wp-image-4533" title="ทดสอบรถ มาสด้า2" src="http://www.thaiautoshop.com/wp-content/uploads/2010/03/review-mazda2_1.jpg" alt="" width="499" height="333" /></p>
<p class="alignleft"><strong>มาสด้า 2</strong> นั้น ถือว่าเป็นรถซิตี้คาร์ที่ถูกออกแบบภายใต้ปรัชญา “ความโดดเด่นและพลังแห่งการเคลื่อนไหว” โดยรับการถ่ายทอดเชื้อสายความเป็นสปอร์ตมาจากเหล่าบรรดารุ่นพี่อย่าง RX-8, MX-5 และมาสด้า 3 และการออกแบบได้เน้นเส้นสายและอารมณ์ของความเป็นสปอร์ตทั้งแต่หัวจดท้าย ซึ่งมีรางวัล “รถยนต์ยอดเยี่ยมของโลก ปี 2008” และยังเป็น 1 ใน 3 ของรถยนต์ที่เข้ารอบสุดท้ายของการมอบรางวัลการออกแบบยนตรกรรมยอดเยี่ยมของ โลกในปีเดียวกันด้วย</p>
<p class="alignleft">โดยเราจะมา <strong>ทดสอบมาสด้า 2</strong> รุ่น Groove Sport AT ที่เป็นตัวธรรมดา เกียร์ออโต้ และ Maxx Sport AT ซึ่งเป็นรุ่นตัวท็อปแบบฟูลออปชั่น ลองมาเดินสำรวจรอบ ๆ ตัวรถกันก่อน สิ่งที่แตกต่างกันระหว่างรถสองคันนี้ที่เห็นชัดเจนได้จากด้านนอกนั้นก็คือ เครื่องทรงแบบสปอร์ต ทั้งกันชนหน้า กันชนหลัง สปอยเลอร์หลังคา และสเกิร์ตข้างที่เป็นแบบสปอร์ตทั้งหมด ในส่วนของล้อก็ต่างกัน โดยตัวท็อปจะเป็นล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้ว พร้อมยางขนาด 195/45R16 ส่วนตัวธรรมดาจะเป็นล้อกระทะเหล็ก พร้อมฝาครอบขนาด 15 นิ้ว ซึ่งจะรัดด้วยยางขนาด 185/55R15</p>
<p class="aligncenter"><img class="alignnone size-full wp-image-4532" title="ด้านหน้าและด้านข้าง มาสด้า2" src="http://www.thaiautoshop.com/wp-content/uploads/2010/03/review-mazda2_2.jpg" alt="" width="502" height="332" /></p>
<p class="alignleft">ส่วนภายในนั้น ภาพหลักโดยรวมก็เหมือน ๆ กัน แต่สิ่งที่แตกต่างนั้นคือ พวกอุปกรณ์อำนวยความสะดวก ที่ต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้น อย่าง พวงมาลัยมัลติฟังก์ชัน กุญแจรีโมตอัจฉริยะ ระบบสตาร์ทแบบไม่ต้องใช้กุญแจ และบนแผงหน้าปัด ถึงแม้จะเหมือนกัน แต่สิ่งที่ขาดหายไปจากรุ่นที่ต่ำกว่านั่นก็คือ จอแสดงอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงพร้อมข้อมูลในการขับขี่ ส่วนพวงมาลัยในรุ่นตัวท็อปก็จะมีการหุ้มหนังให้ดูหรูหรามีระดับกว่า</p>
<p class="alignleft">เนื้อที่ภายในห้องโดยสารนั้น ถือว่าพออาศัยไหว้วานได้ ในด้านหน้า ที่นั่งไม่มีปัญหา ส่วนในด้านหลังนั้น ถ้ามีผู้โดยสารหลายคนหรือผู้ร่วมโดยสารมีขนาดร่างกายไซส์ใหญ่มานั่ง ก็ถือว่าพอไหว แต่ก็ไม่ถือว่ากว้างขวางสักเท่าไหร่ ถ้านั่งแบบไม่เกิน 2+2 นั้น ถือว่าไม่ลำบาก แต่ถ้ามีจำนวนสมาชิกมาเพิ่ม ก็คงต้องเบียดกันสักหน่อยแล้ว ส่วนพื้นที่เก็บของด้านท้ายนั้น มีเนื้อที่มาให้ไม่มากไม่เหมาะกับคนที่สมบัติเยอะ  แล้วอยากจะยัดทุกสิ่งอย่างเข้ามาในรถ แต่มองอีกมุมก็ถือว่าเป็นการจำกัดน้ำหนักรถไปในตัว เพราะคุณเจ้าของรถควรจะต้องคิดแล้วว่าจะนำอะไรเข้ามาใส่รถตามที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น คิดอีกแง่ว่า ถ้ารถไม่หนักก็ทำให้ไม่สิ้นเปลืองน้ำมัน แต่สิ่งหนึ่งที่ขาดหายไปจากห้องโดยสารที่แม้จะเป็นส่วนเล็กๆ แต่ก็ถือว่าเป็นส่วนที่ให้ความสะดวกอย่างมากแก่ท่านเจ้าของรถ นั่นก็คือมือจับที่ด้านหลัง ซึ่งมือจับนี้ ผู้ใช้รถส่วนมากจะใช้เป็นที่แขวนเสื้อผ้า  แล้วมือจับด้านหลังก็หายไป แล้วทีนี้จะเอาอะไรไว้แขวนเสื้อล่ะเนี่ย ยิ่งกลุ่มคนใช้รถมาสด้า2 นั้น ส่วนใหญ่จะเป็นวัยรุ่น หนุ่มสาววัยทำงาน ที่จะต้องใช้ประโยชน์จากมือจับทางด้านหลังอยู่เป็นประจำ แล้วแบบนี้ถ้าต้องมีการแขวนสูท เนคไท หรือเสื้อผ้าที่จะต้องนำมาเปลี่ยน จะทำยังไงดี รถก็ไซส์เล็ก เนื้อที่จำกัด ที่เก็บของท้ายรถก็มีพื้นที่น้อยอยู่แล้ว แถมมาลืมใส่มือจับด้านหลังมาให้อีก งานนี้ถือว่าเป็นเรื่องเล็ก ๆ ที่ทำให้วัยรุ่นมีมึนนะเนี่ย</p>
<p class="aligncenter"><img class="alignnone size-full wp-image-4531" title="ภาพการทดสอบ มาสด้า2" src="http://www.thaiautoshop.com/wp-content/uploads/2010/03/review-mazda2_3.jpg" alt="" width="500" height="334" /></p>
<p class="alignleft">แรงม้า 103 ตัว กับเกียร์ 4 สปีด ที่จี๊ดจ๊าดได้ดีพอสมควร เครื่องยนต์ของมาสดา 2 ทั้งสองคันนั้น จะเป็นเครื่องยนต์แบบเดียวกัน โดยใช้รหัส MZR ขนาด 1.5 ลิตร (1,498 ซี.ซี.) ฝาสูบเป็นแบบดับเบิลโอเวอร์เฮด แคมชาฟท์(DOHC) 4 สูบ 16 วาล์ว ที่มาพร้อมกับระบบเปิด-ปิด วาล์วแปรผันอิเล็กทรอนิกส์แบบ S-VT (Sequential Valve Timing System) และระบบ TSCV (Tumble Swirl Control Valve) ที่ช่วยควบคุมการไหลของไอดีให้เป็นไปอย่างเหมาะสม ซึ่งจะช่วยสร้างแรงบิดให้ต่อเนื่องตั้งแต่รอบต่ำ อีกทั้งจะทำให้เกิดการตอบสนองที่รวดเร็วฉับไว โดยเครื่องตัวนี้จะมีกำลังสูงสุดอยู่ที่ 103 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 135 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที เครื่องยนต์ตัวนี้จะเป็นเครื่องยนต์ที่ก่อมลพิษต่ำจนได้ค่ามาตรฐานไอเสียระดับยูโรโฟร์ (Euro 4) สามารถรองรับน้ำมันเชื้อเพลิง E20 ได้อย่างไร้ปัญหา ส่วนระบบเกียร์ที่ใช้นั้น  จะเป็นเกียร์อัตโนมัติแบบ 4 จังหวะ</p>
<p class="alignleft">การใช้งานในเมืองถือว่าปราดเปรียวและคล่องตัวสูง แต่ถ้าอยากจี๊ดจ๊าด ปรู๊ดปร๊าด ก็ต้องอาศัยการกดคันเร่งลึกๆ แล้วจะพบว่าเจ้าตัวเล็กคันนี้วิ่งได้จี๊ดไม่เบา แต่ถ้าเท้าเบา กดคันเร่งไม่หนัก จะรู้สึกว่าม้าไม่ค่อยตื่นตัวสักเท่าไหร่ การใช้งานในเมืองนั้นถือว่าให้ความคล่องตัวสูง ขับสนุก เครื่องยนต์จัดจ้านพอสมควร ยามที่ต้องฝ่าการจราจรในเมือง ส่วนการใช้งานนอกเมืองก็ถือว่าขับสบาย ถ้าไม่มีผู้โดยสารร่วมเดินทางไปเยอะ ช่วงความเร็วเดินทาง 100-120 กม./ชม. จะใช้รอบเครื่องยนต์อยู่ที่ 2,700 และ 3,200 รอบต่อนาที ซึ่งถือว่าเป็นรอบเครื่องยนต์ที่ค่อนข้างสูงอยู่สักหน่อย ในเรื่องอัตราการบริโภคน้ำมันนั้น ถ้าใช้งานอยู่ในเมืองจะบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงอยู่ที่ประมาณ 10.2 กม./ลิตร แต่ถ้านำรถออกไปวิ่งทางโล่งๆ นอกเมืองแบบรถไม่ติด ก็จะได้ตัวเลขเฉลี่ยความสิ้นเปลืองอยู่ที่แถวๆ 12-13 กม./ลิตร ซึ่งก็ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว สำหรับการเดินทางที่ใช้รอบเครื่องยนต์ที่ดูสูง แต่ก็ไม่ถือว่ากินน้ำมันให้ลำบากกระเป๋าสักเท่าไหร่</p>
<p class="aligncenter"><img class="alignnone size-full wp-image-4530" title="เครื่องยนต์ ไฟท้าย ไฟหน้า มาสด้า2" src="http://www.thaiautoshop.com/wp-content/uploads/2010/03/review-mazda2_4.jpg" alt="" width="501" height="334" /></p>
<p class="alignleft">ช่วงล่างดีตามแบบฉบับมาสด้า ในเรื่องของระบบกันสะเทือนนั้น ในด้านหน้าจะเป็นแบบแม็คเฟอร์สัน สตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง ส่วนในด้านหลังจะเป็นแบบทอร์ชั่นบีม พร้อมเทรลลิ่งอาร์ม ส่วนระบบพวงมาลัยนั้นจะเป็นแบบแร็ค แอนด์ พิเนี่ยน พร้อมพาวเวอร์ช่วยผ่อนแรงแบบไฟฟ้า (EPS) การเซ็ตช่วงล่างและ<strong>การกระจายน้ำหนักของมาสด้า 2</strong> นั้น ถือว่าทำได้ดี จึงทำให้ผู้ที่กุมพวงมาลัยรู้สึกถึงความสนุกและมั่นใจในการบังคับควบคุมรถ ยิ่งบวกกับขนาดที่กะทัดรัดของตัวรถเองแล้วด้วย ทำให้เกิดความสะดวกสบายในการเปลี่ยนช่องทางการจราจร การซึมซับแรงสั่นสะเทือนของช่วงล่างนั้น ถือว่าดีในระดับรถเล็ก พวงมาลัยน้ำหนักดีและมีความเฉียบคมอยู่ในเกณฑ์ที่ดี ในการขับขี่จะรู้สึกว่ามาสด้า 2 ในรุ่น Groove Sports จะให้ความนุ่มนวลมากกว่ารุ่น Maxx Sports อยู่นิดหน่อย ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากช่วงล่างที่เซ็ตให้นุ่มกว่า และอีกส่วนก็มาจากขนาดล้อและยางที่เล็กกว่าด้วย</p>
<p class="alignleft">ระบบเบรกจะเป็นแบบหน้าดิสก์ หลังดรัม ที่มาพร้อมระบบป้องกันล้อล็อก (ABS  4 Sensor) และระบบกระจายแรงเบรก (EBD) ที่เหมือนกันทั้งในรุ่น Groove Sports  และในรุ่น Maxx Sports แบบไม่ต้องคิดมาก สมรรถนะของระบบเบรกของมาสด้า 2 นั้น  ถือว่า โอ.เค.เลยทีเดียว โดยไม่ต้องแคร์ว่าด้านหลังจะเป็นดรัมเบรกแล้วจะเบรกไม่ดี</p>
<p class="alignleft">รถของวัยหนุ่มสาวที่นิยมใช้ชีวิตในเมือง โดยรวม<strong>การใช้งานของมาสด้า 2</strong> นั้น ถือว่าเป็นรถซิตี้คาร์ที่สามารถให้ความคล่องตัวในการใช้งานในเมืองได้สูง จุดเด่นของรถคันนี้ นอกเหนือจากความสดใหม่และรูปทรงที่สวยงามแล้ว ก็คือเรื่องของการบังคับควบคุมโดยมาสด้านั้นเป็นรถยนต์จากประเทศญี่ปุ่น ที่ขึ้นชื่อในเรื่องของระบบช่วงล่างและการเกาะถนนมาช้านานแล้ว และในมาสด้า 2 ก็เช่นกัน ยังเป็นรถที่ยังรักษาชื่อเสียงในด้านนี้ได้เป็นอย่างดี ความเฉียบคมของพวงมาลัยและคันเร่งแบบไฟฟ้านั้น ถือได้ว่าอยู่ในระดับแถวหน้าของรถในกลุ่มเดียวกัน ส่วนเรื่องสมรรถนะกำลังจากเครื่องยนต์นั้น ถ้าดูตัวเลขจากเครื่อง 1.5 ลิตร ที่มีม้าอยู่ 103 ตัว ในยุคนี้อาจจะดูแล้วรู้สึกว่าแรงม้าน้อยไปหน่อย แต่ในการใช้งานทั่วไปก็ถือว่าเพียงพอต่อความต้องการ</p>
<p class="alignleft">อัตราเร่งในการออกตัวถือว่าจี๊ดจ๊าดใช้ได้ อัตราเร่งแซงในการใช้งานทั่วไปก็ถือว่าอยู่ในระดับที่ดีตามแบบฉบับของลักษณะ รถ แต่ถ้าได้เกียร์อัตโนมัติแบบ 5 สปีดมาประจำการ ก็คงจะแสดงศักยภาพได้มากกว่านี้ ในเรื่องของระบบเบรกที่เป็นแบบหน้าดิสก์ หลังดรัม นั้น ก็มีดีพอที่จะให้ผู้ขับขี่ไว้วางใจได้ การตอบสนองของแป้นเบรกที่จะถูกสั่งการโดยเท้าของผู้ขับขี่นั้น สามารถสั่งให้ชะลอความเร็ว หรือสั่งให้รถหยุดนิ่งสนิทได้โดยไม่ยาก โดยสมรรถนะของรถรุ่นตัวถูกกับตัวแพงก็ไม่ได้แตกต่างอะไรกันให้รู้สึก แต่ความต่างจากค่าของเงินที่จ่ายออกไปนั้น จะอยู่ที่ระบบความอำนวยความสะดวก และความไฮเทคที่มีเพิ่มเข้ามา เพราะฉะนั้น ถ้าคิดว่าอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่มีให้ในตัวแพงนั้นเกินความจำเป็นที่เราจะ ต้องใช้ ก็ซื้อตัวถูกแบบไม่ต้องควักตังค์เพิ่ม แต่ถ้าชีวิตวัยรุ่นต้องทันสมัย ไฮเทค และต้องสุด!! ก็มุ่งหน้าไปทางตัวท็อป ซึ่งทั้งหมดนี้ก็ขึ้นอยู่กับความต้องการและงบประมาณในกระเป๋าของผู้จ่ายเงินเอง</p>
<p class="aligncenter"><img class="alignnone size-full wp-image-4529" title="ภายในและมุมหลังของ มาสด้า2" src="http://www.thaiautoshop.com/wp-content/uploads/2010/03/review-mazda2_5.jpg" alt="" width="501" height="334" /></p>
<p class="alignleft">โดยมาสด้า 2 นั้น จะมีการแบ่งรุ่นและราคาจำหน่ายตามนี้คือ รุ่น Groove Sport  MT (รุ่น S เกียร์ธรรมดา) จะมีราคาอยู่ที่ 535,000 บาท, รุ่น Groove Sport  AT (รุ่น S เกียร์ออโต้) ราคา 570,000 บาท, รุ่น Spirit Sport AT (รุ่น V  ตัวกลาง) ราคา 640,000 บาท และรุ่นตัวท็อปอย่าง Maxx Sport AT (รุ่น R ตัว  TOP) ราคาจะอยู่ที่ 690,000 บาท</p>
<h4>ความเร็วเดินทาง</h4>
<table>
<tbody>
<tr>
<th>ความเร็ว (km/h)</th>
<th>เกียร์</th>
<th>รอบ (rpm)</th>
</tr>
<tr>
<td>80</td>
<td>4</td>
<td>2,200</td>
</tr>
<tr>
<td>100</td>
<td>4</td>
<td>2,700</td>
</tr>
<tr>
<td>120</td>
<td>4</td>
<td>3,200</td>
</tr>
<tr>
<td>140</td>
<td>4</td>
<td>3,700</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h4>Specification</h4>
<ul>
<li>รหัสเครื่องยนต์ MZR</li>
<li>แบบเครื่องยนต์ ดับเบิล โอเวอร์เฮด แคมชาฟท์ (DOHC) 4 สูบ 16 วาล์ว พร้อมระบบ  S-VT และ TSCV</li>
<li>ปริมาตรกระบอกสูบ (ซี.ซี.) 1,498</li>
<li>ความกว้างกระบอกสูบ x ระยะชัก (มม.) 78.0 x 78.4</li>
<li>อัตราส่วนกำลังอัด 10.0 : 1</li>
<li>แรงม้าสูงสุด PS (กิโลวัตต์)/รอบต่อนาที 103(76)/6,000</li>
<li>แรงบิดสูงสุด นิวตัน-เมตร/รอบต่อนาที 135/4,000</li>
<li>ระบบจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิง หัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์ มัลติพอยต์</li>
<li>ความจุถังน้ำมันเชื้อเพลิง (ลิตร) 43</li>
<li>ระบบส่งกำลัง อัตโนมัติ 4 สปีด</li>
<li>ระบบพวงมาลัย แร็ค แอนด์ พิเนี่ยน พร้อมเพาเวอร์ช่วยผ่อนแรงแบบไฟฟ้า (EPAS)</li>
</ul>
<p class="alignleft">อัตราทดเกียร์ 1 2.816, 2 1.553, 3 1.000, 4 0.695 เกียร์ถอยหลัง 2.279 อัตราทดเฟืองท้าย 4.147 ระบบช่วงล่าง หน้า อิสระ แม็คเฟอร์สัน สตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง หลัง กึ่งอิสระ ทอร์ชั่นบีม พร้อมเทรลลิ่งอาร์ม ระบบเบรกหน้า ดิส์เบรกพร้อมครีบระบายความร้อน หลัง ดรัมเบรก</p>
<p class="alignleft">ขอบคุณภาพและเนื้อหาจาก กรังปรีซ์กรุ๊ป</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaiautoshop.com/testdrive/4526.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Honda CR-V 2.4EL 2WD ขับดี ประหยัดน้ำมัน</title>
		<link>http://www.thaiautoshop.com/testdrive/3785.html?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=honda-cr-v-2-4el-2wd-%25e0%25b8%2582%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%259a%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%25b5-%25e0%25b8%259b%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b0%25e0%25b8%25ab%25e0%25b8%25a2%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%2599%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%25b3%25e0%25b8%25a1%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%2599</link>
		<comments>http://www.thaiautoshop.com/testdrive/3785.html#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 20 Dec 2009 07:56:33 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ทดสอบรถ]]></category>
		<category><![CDATA[Honda]]></category>
		<category><![CDATA[Honda CRV]]></category>
		<category><![CDATA[Honda CRV 2.4EL]]></category>
		<category><![CDATA[suv]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaiautoshop.com/?p=3785</guid>
		<description><![CDATA[Honda CR-V เป็นรถ SUV รุ่นเล็กของ ค่ายฮอนด้า ซึ่งนอกจากรูปลักษณ์ทั้งภายในและภายนอกที่เปลี่ยนไปแล้ว ในครั้งนี้ฮอนด้ายังได้ปรับปรุงสมรรถนะของ Honda CR-V รุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อให้สูงขึ้นโดยได้นำเอาเครื่องยนต์ 2.4 ลิตร 170 แรงม้าบล็อกเดียวกับที่ติดตั้งในรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อมาใช้เพื่อสนองความต้องการของลูกค้าที่อยากได้รถเอสยูวีเครื่องแรง ๆ แต่ไม่เน้นลุย สำหรับฮอนด้า Honda CR-V ขับเคลื่อน 2 ล้อที่ขายอยู่ในปัจจุบันจะมี 2 รุ่น คือ รุ่น 2.0S ราคา 1.13 ล้านบาท และรุ่น 2.4EL 2WD ราคา 1.424 ล้านบาท ส่วนบรรดาคู่แข่งที่ตรงรุ่นกับ Honda CR-V ขับเคลื่อน 2 ล้อนั้นก็คือ ฟอร์ด เอสเคป รุ่นเอ็กซ์แอลที 2.3 แอล 4&#215;2 เอที ราคา [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p class="alignleft"><strong>Honda CR-V</strong> เป็นรถ <strong>SUV</strong> รุ่นเล็กของ ค่าย<strong>ฮอนด้า</strong> ซึ่งนอกจากรูปลักษณ์ทั้งภายในและภายนอกที่เปลี่ยนไปแล้ว ในครั้งนี้ฮอนด้ายังได้ปรับปรุงสมรรถนะของ <strong>Honda CR-V รุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ</strong>ให้สูงขึ้นโดยได้นำเอาเครื่องยนต์ 2.4 ลิตร 170 แรงม้าบล็อกเดียวกับที่ติดตั้งในรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อมาใช้เพื่อสนองความต้องการของลูกค้าที่อยากได้รถเอสยูวีเครื่องแรง ๆ แต่ไม่เน้นลุย</p>
<p class="aligncenter"><img class="aligncenter size-full wp-image-3790" title="Honda CR-V ใหม่ รุ่น 2.4EL 2WD" src="http://www.thaiautoshop.com/wp-content/uploads/2009/12/honda-CR-V-2.4EL-2WD_1.jpg" alt="" width="500" height="359" /></p>
<p class="alignleft">สำหรับฮอนด้า Honda CR-V ขับเคลื่อน 2 ล้อที่ขายอยู่ในปัจจุบันจะมี 2 รุ่น คือ รุ่น 2.0S ราคา 1.13 ล้านบาท และรุ่น 2.4EL 2WD ราคา 1.424 ล้านบาท ส่วนบรรดาคู่แข่งที่ตรงรุ่นกับ Honda CR-V ขับเคลื่อน 2 ล้อนั้นก็คือ ฟอร์ด เอสเคป รุ่นเอ็กซ์แอลที 2.3 แอล 4&#215;2 เอที ราคา 1.179 ล้านบาท และ เชฟโรเลต แคปติวา 2.4 แอลเอส ราคา 1.197 ล้านบาท</p>
<p class="alignleft">ในส่วนของการออกแบบหน้าตาของ <strong>Honda CR-V ใหม่</strong> ตัวฝากระโปรงจะมีเส้นสันที่คมชัดและนูนสูงขึ้น สอดรับกับกระจังหน้าโครเมียมใหม่แบบ 2 ชั้น และช่องรับลมด้านล่างทำเป็นรูปรังผึ้ง กันชนหน้าหลังมีขนาดใหญ่และกว้างขึ้น ช่องไฟตัดหมอกเปลี่ยนแบบช่องกลมมาเป็นรูปทรงรี ล้อแม็กยังใช้ขนาดเท่าเดิมแต่เปลี่ยนลายจากแบบ 7 ก้าน มาเป็นลายดาว 2 แฉกก้านคู่</p>
<p class="aligncenter"><img class="aligncenter size-full wp-image-3789" title="ภายใน Honda CR-V ใหม่ รุ่น 2.4EL 2WD" src="http://www.thaiautoshop.com/wp-content/uploads/2009/12/honda-CR-V-2.4EL-2WD_2.jpg" alt="" width="500" height="352" /></p>
<p class="alignleft">การใช้สีภายในห้องโดยสารเฉพาะรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อจะเน้นโทนสีอ่อน ทำให้รู้สึกโปร่งโล่งสบายและดูหรูหรา ไม่น่าอึดอัดแบบรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อที่ใช้โทนสีเข้ม ตัวเบาะทั้งด้านหน้าและหลังก็กว้างขวางนั่งสบายดี แต่สำหรับทัศนวิสัยโดยรอบนั้น ยังรู้สึกว่าคับแคบเหมือนเดิม เนื่องจากช่วงหลังคาของซีอาร์-วีรุ่นนี้ ถูกออกแบบให้มีลักษณะที่ลาดต่ำเพื่อเน้นความลู่ลม แถมความลาดของหลังคาด้านหลัง ยังทำให้ห้องเก็บสัมภาระด้านหลังจุของได้น้อยลงตามไปด้วย</p>
<p class="alignleft">ที่คอนโซลหน้าการจัดวางอุปกรณ์และปุ่มควบคุมอยู่ในระยะที่ใช้งานง่าย ยกเว้นปุ่มควบคุมระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์แบบไร้สายที่ติดตั้งอยู่ตรงเสาเก๋ง ด้านหน้าขวานั้น ไม่ว่าจะใช้มือข้างไหนไปเปิดก็ไม่รู้สึกถนัดเลย น่าจะหาที่ติดไว้บนคอนโซลหน้าจะดีกว่า อุปกรณ์อำนวยความสะดวกอีกอย่างที่ฮอนด้าใส่เพิ่มมาให้ในรถรุ่นนี้ก็คือ ระบบนำทางด้วยดาวเทียม ซึ่งใช้งานค่อนข้างยากและหน้าจอก็มองเห็นไม่ชัดเจน เพราะถูกแสงแดดที่ส่องผ่านกระจกหน้าตกกระทบจนเป็นเงาสะท้อน</p>
<p class="aligncenter"><img class="aligncenter size-full wp-image-3788" title="ด้านหน้า Honda CR-V ใหม่ รุ่น 2.4EL 2WD" src="http://www.thaiautoshop.com/wp-content/uploads/2009/12/honda-CR-V-2.4EL-2WD_3.jpg" alt="" width="500" height="357" /></p>
<p class="alignleft">ด้านสมรรถนะของเครื่องยนต์ 2.4 ลิตรรุ่นนี้ ช่วงเร่งออกตัวทำได้ว่องไวขึ้น อัตราเร่งแซงช่วง 60-100 กม./ชม.ทันอกทันใจดี แต่หลังจากนั้นจะอืด ๆ หน่อยจนความเร็วทะลุ 120 กม./ชม.ขึ้นไปจะรู้สึกได้ว่ามีการตอบสนองได้ดีอีกครั้ง สำหรับจังหวะการเปลี่ยนเกียร์นิ่มนวลดี อัตราการกินน้ำมันเฉลี่ย แล้วอยู่ที่ 10-11 กม./ลิตร</p>
<p class="alignleft">การทำงานของระบบช่วงล่างที่ความเร็วสูง ๆ  มีความมั่นคงอยู่ในระดับที่ดีน่าพอใจ ส่วนในเส้นทางโค้งรูปตัวเอส (S) พวงมาลัยมีการตอบสนองที่แม่นยำและน้ำหนักกำลังดี สำหรับอาการท้ายโยนมีบ้างแต่ไม่ถึงกับทำให้เสียการทรงตัว ซึ่งอันนี้ถือเป็นเรื่องปกติของรถที่มีช่วงหลังคาสูง ตอนเลี้ยวกลับรถรัศมีวงเลี้ยวก็แคบมาก สามารถกลับรถบนทาง 2 เลนที่มีไหล่ได้สบาย ๆ การทำงานของระบบเบรกมีระยะหยุดรถที่ปลอดภัย และแม้จะลองเหยียบเบรกอย่างกะทันหัน จนระบบป้องกันล้อล็อกตายทำงาน ก็ยังสามารถหมุนพวง  มาลัยเปลี่ยนทิศทางของรถได้โดยไม่เสียการทรงตัว</p>
<p class="alignleft">สรุปโดยรวมข้อดีของ <strong>Honda CR-V 2.4EL 2WD</strong> คือสมรรถนะของเครื่องยนต์และอุปกรณ์ติดรถดีขึ้น อัตราการกินน้ำมันน้อยลง เพราะเมื่อไม่มีชุดขับหลังน้ำหนักก็เบาลงและยังไม่ต้องรับภาระการขับชุดเฟืองท้ายด้วย สุดท้ายราคาถูกกว่าตัวขับเคลื่อน 4 ล้อ อยู่ถึง 89,000 บาท</p>
<h4>ข้อมูลเทคนิค Honda CR-V 2.4EL 2WD</h4>
<ul>
<li>มิติ (ยาว/กว้าง/สูง) 4,565/1,820/1,680 มม.</li>
<li>แบบเครื่องยนต์ 4 สูบ 16 วาล์ว</li>
<li>ความจุกระบอกสูบ 2,354 ซีซี</li>
<li>กำลังสูงสุด 170 แรงม้า ที่ 5,800 รอบ/นาที</li>
<li>แรงบิดสูงสุด 220 นิวตัน-เมตร ที่ 4,200 รอบ/นาที</li>
<li>เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด</li>
<li>ราคา 1,424,000 บาท</li>
</ul>
<p class="alignleft">ขอบคุณเนื้อหาจาก หนังสือพิมพ์เดลินิวส์</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaiautoshop.com/testdrive/3785.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>5</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ทดสอบรถ Chevrolet Captiva 2.0 VCDi AWD LTZ รถ SUV ที่มากด้วยเทคโนโลยี</title>
		<link>http://www.thaiautoshop.com/testdrive/3053.html?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%259a%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%2596-chevrolet-captiva-2-0-vcdi-awd-ltz-%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%2596-suv-%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%25b5%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25a1%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%2594%25e0%25b9%2589</link>
		<comments>http://www.thaiautoshop.com/testdrive/3053.html#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 13 Nov 2009 08:12:41 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ทดสอบรถ]]></category>
		<category><![CDATA[Chevrolet]]></category>
		<category><![CDATA[chevrolet captiva]]></category>
		<category><![CDATA[CHEVROLET CAPTIVA 2.0 VCDi AWD LTZ]]></category>
		<category><![CDATA[suv]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaiautoshop.com/?p=3053</guid>
		<description><![CDATA[Chevrolet Captiva 2.0 VCDi AWD LTZ สุนทรีย์กับการขับขี่ ด้วยเทคโนโลยีสมบูรณ์แบบ การกลับมาใหม่ของ Captiva คราวนี้ แม้จะปรับเปลี่ยนไปเพียงเล็กน้อย แต่ความคุ้มค่าถือว่ามากเกินตัว และอาจจะมากกว่าเพื่อนๆ ระดับเดียวกันด้วยซ้ำ ภายนอกไม่แตกต่าง แต่เด่นด้วยสี White Pearl Captiva ยังคงเส้นสายภายนอกที่โค้งมน และโดดเด่นกับโลโก้อันเป็นเอกลักษณ์ของ Chevrolet บนมิติตัวถังที่ยาวถึง 4,635 มิลลิเมตร กว้าง 1,850 มิลลิเมตร และสูง 1,720 มิลลิเมตร ที่แฝงความทันสมัยไว้ในทุกจุด ตั้งแต่ โคมไฟหน้ารมดำแบบฮาโลเจนที่ฉายแสงสว่างด้วยโคมแบบ Projector พร้อมระบบ Light Sensor ที่จะเปิดไฟหน้าอัตโนมัติ เมื่อเซ็นเซอร์ตรวจจับว่าแสงไม่เพียงพอต่อการมองเห็น กระจกบานหน้าได้นำเทคโนโลยีที่เรียกว่า “Rain Sensor” มาช่วยในการขับขี่ยามฝนตก โดยระบบจะทำการปัดน้ำฝนอัตโนมัติ เมื่อตรวจจับความชื้นได้ ด้านท้ายรถบริเวณกันชน ได้ติดตั้งเซ็นเซอร์ถอยหลังตามแนวกันชนไว้ถึง 4 จุด จับระยะห่างของวัตถุตั้งแต่ 150 ซม. ช่วยให้การขับขี่เป็นไปอย่างปลอดภัยยิ่งขึ้น [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h3>Chevrolet Captiva 2.0 VCDi AWD LTZ สุนทรีย์กับการขับขี่ ด้วยเทคโนโลยีสมบูรณ์แบบ</h3>
<p class="alignleft">การกลับมาใหม่ของ <strong>Captiva</strong> คราวนี้ แม้จะปรับเปลี่ยนไปเพียงเล็กน้อย แต่ความคุ้มค่าถือว่ามากเกินตัว และอาจจะมากกว่าเพื่อนๆ ระดับเดียวกันด้วยซ้ำ ภายนอกไม่แตกต่าง แต่เด่นด้วยสี White Pearl</p>
<p class="aligncenter"><img class="aligncenter size-full wp-image-3055" title="Chevrolet Captiva-2.0 VCDi AWD LTZ" src="http://www.thaiautoshop.com/wp-content/uploads/2009/11/Chevrolet-Captiva-2.0-VCDi-AWD-LTZ_1.jpg" alt="Chevrolet Captiva-2.0 VCDi AWD LTZ" width="500" height="333" /></p>
<p class="alignleft"><strong>Captiva</strong> ยังคงเส้นสายภายนอกที่โค้งมน และโดดเด่นกับโลโก้อันเป็นเอกลักษณ์ของ Chevrolet บนมิติตัวถังที่ยาวถึง 4,635 มิลลิเมตร กว้าง 1,850 มิลลิเมตร และสูง 1,720 มิลลิเมตร ที่แฝงความทันสมัยไว้ในทุกจุด ตั้งแต่ โคมไฟหน้ารมดำแบบฮาโลเจนที่ฉายแสงสว่างด้วยโคมแบบ Projector พร้อมระบบ Light Sensor ที่จะเปิดไฟหน้าอัตโนมัติ เมื่อเซ็นเซอร์ตรวจจับว่าแสงไม่เพียงพอต่อการมองเห็น กระจกบานหน้าได้นำเทคโนโลยีที่เรียกว่า “Rain Sensor” มาช่วยในการขับขี่ยามฝนตก โดยระบบจะทำการปัดน้ำฝนอัตโนมัติ เมื่อตรวจจับความชื้นได้ ด้านท้ายรถบริเวณกันชน ได้ติดตั้งเซ็นเซอร์ถอยหลังตามแนวกันชนไว้ถึง 4 จุด จับระยะห่างของวัตถุตั้งแต่ 150 ซม. ช่วยให้การขับขี่เป็นไปอย่างปลอดภัยยิ่งขึ้น</p>
<p class="aligncenter"><img class="aligncenter size-full wp-image-3056" title="overview Chevrolet Captiva-2.0 VCDi AWD LTZ" src="http://www.thaiautoshop.com/wp-content/uploads/2009/11/Chevrolet-Captiva-2.0-VCDi-AWD-LTZ_2.jpg" alt="overview Chevrolet Captiva-2.0 VCDi AWD LTZ" width="499" height="332" /></p>
<p class="alignleft">นอกจากนี้ยังออกแบบให้กระจกหลังและบานประตูท้ายแยกส่วนเปิด-ปิดได้ เพิ่มความสะดวกสบายลงไปในรถระดับ Compact SUV อย่าง <a title="เนื้อหา Chevrolet Captiva ทั้งหมด" href="http://www.thaiautoshop.com/tag/Chevrolet-Captiva">Chevrolet Captiva</a> ในการหยิบสัมภาระเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งเหมาะสำหรับคุณผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่ไม่ต้องโหนประตูท้ายเปิด-ปิดเพื่อหยิบของเล็กๆ บริเวณท้ายรถ และที่ลืมพูดถึงไม่ได้เลยก็คือ สีของตัวรถ ที่เด่นกับสีขาวมุกแบบ White Pearl ยกระดับความหรูหราได้อีกระดับ</p>
<h4>เพิ่มเติมเทคโนโลยี Navigator กับความหรูหราด้วยภายในสี เบจ</h4>
<p class="alignleft">บนรูปลักษณ์ตัวถังแบบ Compact SUV 5 ประตู กับตำแหน่งที่นั่งแบบ 5+2 ที่ถือว่าเพิ่มความคุ้มค่าเหนือกว่า <strong>SUV</strong> ระดับเดียวกัน กับเบาะแถวที่ 3 ที่พับเก็บได้ง่ายๆ เพื่อรองรับการเดินทางแบบ 7 คน ซึ่งรถประเภท Compact SUV ในตลาดบ้านเราจะมากับห้องโดยสารในแบบ 5 ที่นั่งเสียส่วนใหญ่</p>
<p class="aligncenter"><img class="aligncenter size-full wp-image-3057" title="ห้องโดยสาร Chevrolet Captiva-2.0 VCDi AWD LTZ" src="http://www.thaiautoshop.com/wp-content/uploads/2009/11/Chevrolet-Captiva-2.0-VCDi-AWD-LTZ_3.jpg" alt="ห้องโดยสาร Chevrolet Captiva-2.0 VCDi AWD LTZ" width="498" height="333" /></p>
<p class="alignleft">คอนโซลภายในออกแบบแฝงความหรูหราไว้กับวัสดุหนังสีดำ ดีไซน์ผสมกับแถบวัสดุสังเคราะห์สีเงิน เพิ่มความหรูหราด้วยเบาะนั่งสีเบจที่ออกแบบไว้ได้อย่างหรูหราลงตัว ระบบเครื่องเสียงที่ติดตั้ง Built-in เรียบง่าย สามารถดูหนัง ฟังเพลงได้ โดยการผ่าน Multimedia System Mode ผ่านหน้าจอ Multi-Function ขนาด 7 นิ้ว ซึ่งมาแทนที่หน้าจอ DIC (Driver Information Centre) ที่ถูกยกออกไป โดยส่งมิติเสียงภายในรถผ่านลำโพงถึง 8 ตัว ระบบปรับอากาศที่มีระบบ Anti Pollutions Sensors (APS) ที่ช่วยให้อากาศสดชื่น</p>
<p class="aligncenter"><img class="aligncenter size-full wp-image-3060" title="หน้าจอ multi-function ใน Chevrolet Captiva 2.0 VCDi AWD LTZ" src="http://www.thaiautoshop.com/wp-content/uploads/2009/11/Chevrolet-Captiva-2.0-VCDi-AWD-LTZ_6.jpg" alt="หน้าจอ multi-function ใน Chevrolet Captiva 2.0 VCDi AWD LTZ" width="500" height="333" /></p>
<p class="alignleft">นอกจากนี้ หน้าจอ Multi-Function ที่ยังคงรายงานผลความสิ้นเปลืองของเชื้อเพลิงทั้งขณะขับและความสิ้นเปลืองเฉลี่ย พร้อมระยะทางที่เหลือจากน้ำมันเชื้อเพลิงที่อยู่ในถังได้เหมือนเดิม กับเมนู Driving Mode และล้ำสมัยไปกับ Navigation System Mode ที่จะช่วยให้การเดินทางของคุณสะดวกยิ่งขึ้น กับการสั่งงานบนหน้าจอด้วยระบบสัมผัส สำหรับเทคโนโลยีที่มีอยู่แล้วอย่างระบบ HDC และ ESP หรือระบบ Cruise Control และระบบ Multi Function Steering บนพวงมาลัยก็ยังคงให้มาเป็นอุปกรณ์พื้นฐานเช่นเดิม</p>
<h4>150 แรงม้าจิบไบโอดีเซล กับความเร็วปลายเกิน 170 กม./ชม.</h4>
<p class="alignleft">Chevrolet Captiva คันนี้ มากับเครื่องยนต์ดีเซลคอมมอนเรล ไดเร็กอินเจ็กชั่น รหัส “Z20S1” เพาะกล้ามโตด้วยเทอร์โบแบบแปรผัน ให้กำลังสูงสุดถึง 150 แรงม้า ที่ 4,000 รอบ/นาที พร้อมแรงบิดสูงสุด 32.6 กก.-ม.ที่ 2,000 รอบ/นาที บนพื้นฐานเครื่องยนต์ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 1,991 ซี.ซี. ซึ่งมีผลมาจากความยาวกระบอกสูบ 83 มม. กับช่วงชักที่ 92 มม. พร้อมอัตราส่วนกำลังอัดที่ 17.5 : 1 โดยการสั่งงานของระบบ Engine Control Module (ECM) ก่อนจะถ่ายกำลังทั้งหมดสู่ล้อทั้ง 4 ผ่านเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด ที่มีอัตราทดไล่ไปตั้งแต่ 4.575, 2 2.979, 3 1.947, 1.318 และสุดที่เกียร์ 5 กับอัตราทดที่ 1.000 พอดิบพอดี</p>
<p class="aligncenter"><img class="aligncenter size-full wp-image-3058" title="เครื่องยนต์ของ Chevrolet Captiva-2.0 VCDi AWD LTZ" src="http://www.thaiautoshop.com/wp-content/uploads/2009/11/Chevrolet-Captiva-2.0-VCDi-AWD-LTZ_4.jpg" alt="เครื่องยนต์ของ Chevrolet Captiva-2.0 VCDi AWD LTZ" width="500" height="333" /></p>
<p class="alignleft">แม้ว่าอัตราทดเกียร์ที่ 1.000 จะมาที่เกียร์ 5 และไม่มี Overdrive ก็ตาม แต่ระบบ Transaxle Control Module (TCM) ที่ควบคุมระบบขับขี่แบบ <strong>Active on Demand 4WD</strong> (AWD) ด้วยระบบไฟฟ้า สั่งการทำงานให้รถขับเคลื่อนแบบ 2 ล้อหน้า หรือจะปรับเข้าสู่การขับขี่ในแบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ด้วยชุดเฟืองท้ายแบบแม่เหล็กไฟฟ้า (Active Coupling) เพื่อถ่ายทอดแรงบิดสู่ล้อหลังโดยอัตโนมัติ ในอัตราส่วนหน้า/หลัง ตั้งแต่ 50:50, 60:40 และ 70:30 ที่ทำงานร่วมกับระบบ Fuzzy Logic ที่คอยควบคุมปรับเปลี่ยนอัตราทดเกียร์ให้เหมาะสมกับความเร็วรอบ และสภาพเส้นทางที่วิ่ง ช่วยให้รถ SUV คันนี้มากับความประหยัดระดับ 8.615 กม./ลิตร กับการใช้งานภายในเมือง และวิ่งทางไกลกับความเร็วนิ่งๆ ระดับ 110-120 กม./ชม. ซึ่งยังใช้รอบเครื่องไม่เกิน 2,200 รอบ/นาที ให้อัตราสิ้นเปลืองอยู่ที่ 13.598 กม./ลิตร ซึ่งถือว่าประหยัดและยังสบายกระเป๋ายิ่งกว่า เพราะ <strong>Captiva</strong> ใช้น้ำมันไบโอดีเซล B5</p>
<p class="alignleft">พูดถึงความประหยัด ก็กลับมาดูสมรรถนะของเครื่องยนต์ตัวนี้กันบ้าง แม้ว่าจะมีระบบ Tiptronic ติดตั้งมาให้ใช้ แต่พอขับจริงก็ขอแค่เหยียบอย่างเดียวดีกว่า สบายกว่า แถมยังมีอัตราเร่งจากหยุดนิ่งไปสู่ระดับ 100 กม./ชม. สามารถทำได้ในระดับ 13.5 วินาที แม้ว่าจะต้องรอรอบเครื่องกันเล็กน้อย แต่เมื่อเข้าสู่รอบของแรงบิดสูงสุดที่ 2,000 รอบ/นาที รถก็พร้อมจะทะยานออกไป และสามารถทำความเร็วได้มากกว่า 170 กม./ชม. ซึ่งถือว่าเป็นความเร็วที่เกินพอต่อการใช้งาน เพราะยังไงกฎหมายก็ให้เราวิ่งได้ไม่เกิน 120 กม./ชม. อยู่ดี</p>
<p class="alignleft">ความฉลาดของระบบเกียร์ลูกนี้ยังมีอีก เพราะ Captiva มากับระบบ Winter Program ที่เป็นระบบป้องกันการออกตัวลื่น ลดอาการล้อหมุนฟรีด้วยการออกตัวอย่างนุ่มนวลด้วยเกียร์ 3 ซึ่งในต่างประเทศมีไว้ขับหน้าหนาว ถนนลื่นหิมะ แต่ในไทยไม่มีหิมะ ก็คงขอไว้หนีอุปสรรคแบบดินเลนลื่นๆ แถบชนบนแล้วกัน อย่างน้อยขับได้โดยไม่ต้องลงมาเข็นก็ดูเข้าทีเหมือนกัน!</p>
<h4>สัมผัสอารมณ์สปอร์ต และการทรงตัวที่ดี ในทุกสภาวะถนน</h4>
<p class="alignleft">หากจะเอ่ยถึงการใช้งานของ SUV หลักๆ สำหรับคนไทยคงเน้นกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน กับเส้นทางหลวงเป็นส่วนใหญ่ และวันว่างถึงจะได้นำเอารถคันเก่งออกไปโลดแล่นสัมผัสชีวิตอิสระ ซึ่ง Captiva ได้ตอบโจทย์ตรงจุดได้อย่างดี เพราะระบบรองรับอย่าง แม็คเฟอร์สันสตรัท ที่ทำงานควบคู่กับระบบ Multi-Links 4 จุด ให้ความมั่นใจได้ดี พร้อมจุดศูนย์ถ่วง (CG.) แต่ต่ำกว่า SUV ระดับเดียวกัน ด้วยความสูงใต้ท้องที่ 200 มม. พร้อมล้อวงโตขนาด 18&#215;8 นิ้ว รัดไว้กับยางเรเดียลดอกละเอียดขนาด 235/55 R18 ให้ความรู้สึกกระด้างนิดๆ ดิบๆ แบบสปอร์ต และยังเสริมระบบช่วงล่างปรับระดับอัตโนมัติ “Self Levelizer” ให้ช่วงล่างด้านหลังยกตัวขึ้น เมื่อมีน้ำหนักบรรทุกหรือมีผู้โดยสารนั่งมาหลายคน เพื่อเป็นการรักษาสมดุลของรถด้านหน้าและหลัง ให้การทรงตัวที่ดียิ่งขึ้น นับว่าเป็นจุดเด่นอีกข้อหนึ่งที่มีใน Captiva แต่สำหรับคนชอบลุย รับรองว่าไม่ผิดหวัง เพราะระบบขับเคลื่อนที่ทำงานควบคู่กับระบบช่วงล่างนี้ สามารถพาคุณไปสัมผัสกับธรรมชาติระดับหนึ่ง แม้จะลุยหนักมากไม่ได้ก็ตาม</p>
<p class="aligncenter"><img class="aligncenter size-full wp-image-3059" title="ด้าหน้าและด้านหลัง Chevrolet Captiva 2.0 VCDi AWD LTZ" src="http://www.thaiautoshop.com/wp-content/uploads/2009/11/Chevrolet-Captiva-2.0-VCDi-AWD-LTZ_5.jpg" alt="ด้าหน้าและด้านหลัง Chevrolet Captiva 2.0 VCDi AWD LTZ" width="498" height="165" /></p>
<p class="alignleft">ระบบห้ามล้อที่ใช้นั้น เป็นแบบดิสก์เบรกในด้านหน้าขนาดประมาณ 295 มม. และล้อหลังที่เป็นแบบดรัมในจานเบรก ขนาดเท่ากันกับล้อหน้า ที่บีบจับจานดิสก์ปรกติ แต่แยกเบรกมือมาจับในส่วนของดรัมเบรกในล้อหลัง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการห้ามล้อนั่นเอง โดยยังเพิ่มความปลอดภัยไว้กับระบบเบรก ABS, ระบบกระจายแรงเบรก EBD พร้อมกระจากแรงเบรกอัตโนมัติ (HBA-Hydrolic Brake Assist) ไว้เป็นระบบมาตรฐานใน Captiva อีกด้วย</p>
<p class="alignleft">ระบบเทคโนโลยีของ Captiva ถือว่าเป็นเรื่องเด่น โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับ SUV ระดับเดียวกัน อาจจะต้องจ่ายเพิ่มอีกเล็กน้อย แต่ความล้ำสมัยที่เพิ่มเติมมานั้น นับว่าเพิ่มสมรรถนะให้กับรถได้อย่างไม่ธรรมดาเลยทีเดียว อย่างระบบ HDC (Hill Descent Control) ที่จะช่วยควบคุมความเร็วอัตโนมัติขณะลงทางลาดชัน โดยผู้ขับมีหน้าที่ควบคุมพวงมาลัยเพียงอย่างเดียว รถจะทำการชะลอความเร็วโดยอัตโนมัติ ด้วยความเร็วไม่เกิน 7 กม./ชม. หรือระบบป้องกันล้อหมุนฟรี TCS และระบบ ESP ควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว รวมถึงระบบควบคุมการโคลง (ARP) ป้องกันรถพลิกคว่ำ เมื่อมีการหักเลี้ยวกะทันหัน ซึ่งทั้งหมดนี้ ยกระดับการขับขี่ Compact SUV อย่าง Chevrolet Captiva ให้ทัดเทียมกับ SUV รุ่นใหญ่บางค่ายได้อย่างสบายๆ</p>
<p class="alignleft">ถือเป็น Compact SUV ที่มีสมรรถนะเกินตัว คุ้มค่ากับค่าตัวระดับ 1,673,000 บาท&#8230;เหลือเพียงแค่คุณจะเป็นคนตัดสินว่า ชื่นชอบเทคโนโลยีที่เพิ่มเข้ามาในตัวรถหรือไม่ หากเป็นคนทันสมัยชื่นชอบเทคโนโลยีแล้วละก็ คำตอบนี้น่าจะเป็นคำตอบที่ดีสำหรับคุณ</p>
<p class="alignleft">ขอบคุณที่มาของเนื้อหา กรังปรีซ์กรุ๊ป</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaiautoshop.com/testdrive/3053.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>12</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ทดลองขับ VOLVO XC60 D5 ปลอดภัย พร้อมเทคโนโลยีใหม่ๆ</title>
		<link>http://www.thaiautoshop.com/testdrive/2821.html?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%2582%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%259a-volvo-xc60-d5-%25e0%25b8%259b%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%25a0%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%25a2-%25e0%25b8%259e%25e0%25b8%25a3%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%25a1</link>
		<comments>http://www.thaiautoshop.com/testdrive/2821.html#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 30 Oct 2009 07:39:27 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ทดสอบรถ]]></category>
		<category><![CDATA[suv]]></category>
		<category><![CDATA[volvo]]></category>
		<category><![CDATA[volvo xc60]]></category>
		<category><![CDATA[volvo xc60 d5]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaiautoshop.com/?p=2821</guid>
		<description><![CDATA[Volvo XC60 D5 รถยนต์ประเภท SUV เครื่องยนต์ดีเซลจากค่ายวอลโว่ ที่ออกมาเพื่อชิงส่วนแบ่งทางการตลาดกับเหล่าบรรดาคู่แข่งจากต่างค่าย  โดย Volvo XC60 D5 นั้น พกพาความไฮเทคและของเล่นมายั่วยวน และชูความปลอดภัยตามสไตล์รถยุโรป XC60 D5 พกเทคโนโลยีและความไฮเทคมาอย่างท่วมท้น ทั้งระบบ Hill Descent Control ที่จะคอยควบคุมความเร็วของล้อแต่ละล้อในการที่จะทำให้รถเคลื่อนตัวลงมาอย่าง ช้า ๆ ด้วยความปลอดภัยในขณะลงเขาหรือทางที่ลาดชัน, ระบบ Roll-Over Protection System (ROPS) ที่จะช่วยป้องกันการพลิกคว่ำ, ระบบ Dynamic Stability and Traction Control (DSTC) ที่จะควบคุมการทรงตัวและยึดเกาะถนนแบบไดนามิก, ระบบ Adaptive Cruise Control (ACC) with Distance (DA) ซึ่งเป็นระบบควบคุมความเร็วคงที่อัตโนมัติ พร้อมฟังก์ชันเตือนระยะห่างจากรถคันหน้า ซึ่งระบบนี้ออกแบบมาสำหรับรถที่เคลื่อนตัวด้วยความเร็ว 30 กม./ชม. ขึ้นไป ในสภาวะของการจราจรที่ไม่ติดขัด โดย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p class="alignleft"><strong>Volvo XC60 D5</strong> รถยนต์ประเภท <strong>SUV</strong> เครื่องยนต์ดีเซลจากค่ายวอลโว่ ที่ออกมาเพื่อชิงส่วนแบ่งทางการตลาดกับเหล่าบรรดาคู่แข่งจากต่างค่าย  โดย <strong>Volvo XC60 D5</strong> นั้น พกพาความไฮเทคและของเล่นมายั่วยวน และชูความปลอดภัยตามสไตล์รถยุโรป</p>
<p class="aligncenter"><img class="aligncenter size-full wp-image-2824" title="volvo xc60 d5 test drive" src="http://www.thaiautoshop.com/wp-content/uploads/2009/10/volvo-xc60-d5_1.jpg" alt="volvo xc60 d5 test drive" width="500" height="333" /></p>
<p class="alignleft"><strong>XC60 D5</strong> พกเทคโนโลยีและความไฮเทคมาอย่างท่วมท้น ทั้งระบบ Hill Descent Control ที่จะคอยควบคุมความเร็วของล้อแต่ละล้อในการที่จะทำให้รถเคลื่อนตัวลงมาอย่าง ช้า ๆ ด้วยความปลอดภัยในขณะลงเขาหรือทางที่ลาดชัน, ระบบ <strong>Roll-Over Protection System</strong> (ROPS) ที่จะช่วยป้องกันการพลิกคว่ำ, ระบบ <strong>Dynamic Stability and Traction Control</strong> (DSTC) ที่จะควบคุมการทรงตัวและยึดเกาะถนนแบบไดนามิก, ระบบ <strong>Adaptive Cruise Control</strong> (ACC) with Distance (DA) ซึ่งเป็นระบบควบคุมความเร็วคงที่อัตโนมัติ พร้อมฟังก์ชันเตือนระยะห่างจากรถคันหน้า ซึ่งระบบนี้ออกแบบมาสำหรับรถที่เคลื่อนตัวด้วยความเร็ว 30 กม./ชม. ขึ้นไป ในสภาวะของการจราจรที่ไม่ติดขัด โดย XC60 จะรักษาความเร็วและระยะห่างตามกำหนดที่เราได้ตั้งไว้โดยอัตโนมัติ, ระบบ <strong>Collision Warning with Auto Brake</strong> (CWAB) ระบบเตือนเพื่อป้องกันการชน พร้อมฟังก์ชันช่วยในการหยุดรถอัตโนมัติ โดยระบบส่งเสียงสัญญาณและไฟกะพริบสีแดงที่อยู่บริเวณกระจกหน้า เพื่อเตือนสติให้ผู้ขับขี่มีความระมัดระวังในการขับขี่ จากการประเมินผลของคอมพิวเตอร์ในระบบ รวมทั้งระบบ Driver Alert Control (DAC) &amp; Lane Departure Warning (LDW) โดยระบบนี้จะทำงานเมื่อความเร็วเกิน 65 กม./ชม.</p>
<p class="aligncenter"><img class="aligncenter size-full wp-image-2825" title="volvo xc60 d5" src="http://www.thaiautoshop.com/wp-content/uploads/2009/10/volvo-xc60-d5_2.jpg" alt="volvo xc60 d5" width="501" height="333" /></p>
<p class="alignleft">โดยระบบคอมพิวเตอร์จะคอยคำนวณหาความสัมพันธ์ระหว่างทิศทางของถนนกับความเคลื่อนไหวของพวงมาลัย เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมการขับขี่ ถ้าพบว่ามีอาการเริ่มง่วงหรืออ่อนเพลีย ก็จะมีการส่งสัญญาณเสียงเตือนโดยทันที, ระบบ <strong>Blind Spot Information System</strong> (BLIS) โดยจะมีกล้องและสัญญาณไฟเตือนมุมอับของสายตา ระบบนี้จะคอยมาช่วยแก้ไขจุดบอดของสายตาในการมองบางมุมของรถ</p>
<p class="alignleft">และที่ถือว่าเป็นจุดเด่นระบบ City Safe ที่เป็นระบบป้องกันการชนขณะขับขี่ในเมือง ซึ่งอันนี้เป็นความภาคภูมิใจของวอลโว่ที่ถือว่าเป็นเจ้าแรกของผู้คิดเทคโนโลยีนี้ โดยหลักการทำงานคือ ระบบนี้จะทำงานต่อเมื่อผู้ขับขี่ขับรถที่ความเร็วไม่เกิน 30 กม./ชม. โดยจะมีเลเซอร์เซ็นเซอร์ที่จะสามารถตรวจจับว่ารถยนต์ที่อยู่ด้านหน้าภายในระยะ 6-8 เมตรนั้น มีการเคลื่อนตัวช้าลงหรือหยุดนิ่ง ซึ่งหากระบบพบว่ารถ XC60 มีโอกาสที่จะพุ่งชนท้ายรถคันข้างหน้า ระบบเบรกจะช่วยลดความเร็วลง</p>
<p class="aligncenter"><img class="aligncenter size-full wp-image-2826" title="ช่องเก็บสัมภาระ volvo xc60 d5" src="http://www.thaiautoshop.com/wp-content/uploads/2009/10/volvo-xc60-d5_3.jpg" alt="ช่องเก็บสัมภาระ volvo xc60 d5" width="499" height="165" /></p>
<p class="alignleft">เพื่อให้คุณหยุดรถได้อย่างทันท่วงที และถ้าหากคุณยังไม่เหยียบเบรก ระบบนี้ก็จะทำการหยุดรถให้คุณโดยอัตโนมัติ แต่เมื่อระบบมีการหยุดให้แล้วประมาณ 3 วินาที รถก็จะเริ่มมีการเคลื่อนตัวเองอีกครั้ง ดังนั้นเมื่อระบบทำการช่วยเบรกให้แล้ว เพื่อความปลอดภัย เราก็ควรจะต้องเหยียบเบรกด้วยตัวเองอีกครั้งหนึ่งด้วย เพราะว่าแม้ระบบจะดีแค่ไหน เราก็ควรจะต้องมีสติในการควบคุมรถอย่างเสมอด้วย ซึ่งระบบ City Safe จะช่วยได้มากสำหรับเหตุการณ์ที่คนขับรถชอบค้นหาของในรถ ชอบเก็บของที่ตก หรือชอบหาแผ่นซีดีเพลงมาฟังเพื่อความบันเทิงในขณะเวลาที่อยู่บนท้องถนน ซึ่งถือว่าเป็นความประมาทเล็ก ๆ ที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุกันอยู่บ่อย ๆ แต่ทั้งหมดนี้ถ้าอยากได้ก็ต้องจ่ายค่าออปชั่นเพิ่มอีก 350,000 บาท ซึ่งถือว่าเป็นแพ็กเกจของ Option I</p>
<p class="alignleft">ส่วนถ้าเป็น Option II ก็จะเป็นระบบ Four C Suspension ที่เป็นระบบของช่วงล่างที่สามารถปรับเปลี่ยนและเลือกได้ตามรูปแบบของการ ขับขี่ (Comfort, Sport, Advance) ซึ่งถ้าอยากได้ก็ต้องเพิ่มเงินอีก 120,000 บาท และถ้าอยากได้หลังคาแบบ Panoramic Roof ก็ต้องควักกระเป๋าอีก 150,000 บาท ซึ่งทั้งหมดนี้ ถ้าอยากได้ต้องสั่งล่วงหน้า เพราะเป็นอุปกรณ์ที่ติดตั้งมาจากโรงงานเกนท์ จากประเทศเบลเยียมโดยตรง ไม่ได้มาติดตั้งเพิ่มเอาในไทยแลนด์ทีหลังนะจ๊ะ</p>
<p class="aligncenter"><img class="aligncenter size-full wp-image-2827" title="ภายในห้องโดยสาร volvo xc60 d5" src="http://www.thaiautoshop.com/wp-content/uploads/2009/10/volvo-xc60-d5_4.jpg" alt="ภายในห้องโดยสาร volvo xc60 d5" width="498" height="332" /></p>
<p class="alignleft">ยุคประหยัดกับเครื่องยนต์ดีเซลใหม่ รหัส <strong>D5244T4</strong> เป็นเครื่องยนต์ดีเซล บล็อก 5 สูบ ฝาสูบเป็นแบบ DOHC 20 วาล์ว ความกว้างของกระบอกสูบอยู่ที่ 81.0 มม. ช่วงชักยาว 93.15 มม. ฉีดจ่ายเชื้อเพลิงด้วยระบบ Common Rail ที่ควบคุมด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ พ่วงกับระบบอัดอากาศ โดยเครื่องยนต์แบบ 5 สูบนี้ จะมีการเรียงลำดับการจุดระเบิดในแต่ละกระบอกสูบเป็น 1 &#8211; 2 &#8211; 4 &#8211; 5 – 3 ตามลำดับ และเครื่องยนต์ตัวนี้จะให้พละกำลังสูงสุด 185 แรงม้า ที่ 4,000 รอบ/นาที และสามารถสร้างแรงบิดได้สูงสุด 400 นิวตัน-เมตร ที่รอบตั้งแต่ 2,000-2,750 รอบ/นาที ส่วนระบบส่งกำลังจะเป็นเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ รุ่น AW TF-80SC จาก AISIN ซึ่งมาพร้อมโหมดบวกลบ &#8220;Gear Tronic&#8221;</p>
<p class="alignleft">กำลังเครื่องในการใช้งานถือว่าดี พลังพอที่จะใช้งานในการเดินทางทุกรูปแบบ ไร้กังวล ตีนปลายที่ทำได้นั้นทะลุระดับ 200 กม./ชม.ไปได้อีกนิดหน่อย ซึ่งมันก็เกินจะพอสำหรับรถสไตล์นี้อยู่แล้ว ส่วนความเร็วรอบในการเดินทางแบบชิว ๆ ที่ความเร็ว 80 กม./ชม. รอบเครื่องยนต์จะอยู่ที่ 1,400 รอบต่อนาที ส่วนความเร็วเดินทางแบบปกติที่ 100-120 กม./ชม. จะใช้รอบเครื่องยนต์อยู่ที่ 1,800 และ 2,200 รอบต่อนาที ตามลำดับ</p>
<p class="alignleft">ส่วนอัตราความสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่ตอนนี้ต้องถือว่าเป็นปัจจัยต้น ๆ ในการที่จะเลือกซื้อรถยนต์มาใช้งานสักคัน เพราะถึงแม้ว่าคุณจะมีฐานะดีพอที่จะเติมน้ำมัน แต่ว่าถ้ารถยนต์ที่คุณใช้นั้น มันกินน้ำมันอย่างกับเอาไปเททิ้ง เมื่อต้องใช้รถยนต์ทุกวัน หรือต้องใช้รถยนต์ในการเดินทางเยอะ ๆ เมื่อลองคำนวณค่าใช้จ่ายแล้ว อาจจะหน้ามืดได้เหมือนกัน แล้วก็ไม่รู้ว่าราคาน้ำมันมันจะพุ่งพรวดไปอีกสักเท่าไหร่ เพราะของลองขึ้นแล้ว มันก็คงจะลงยาก นับวันก็มีแต่เพิ่มขึ้นตลอด ซึ่งตัว XC60 เครื่องดีเซลตัวนี้ก็ไม่ทำให้เหนื่อยใจเวลาต้องเติมน้ำมัน เพราะมันมีค่าเฉลี่ยการในกินน้ำมันในเมืองอยู่ที่ 9.9 กม./ลิตร และนอกเมืองอยู่ที่ 12.5 กม./ลิตร ซึ่งเป็นเรื่องที่เครื่องเบนซินคงยากที่จะทำตัวเลขแบบนี้ให้สบายกระเป๋า อย่างแน่นอน</p>
<p class="aligncenter"><img class="aligncenter size-full wp-image-2828" title="เครื่องยนต์ดีเซลของ volvo xc60 d5" src="http://www.thaiautoshop.com/wp-content/uploads/2009/10/volvo-xc60-d5_5.jpg" alt="เครื่องยนต์ดีเซลของ volvo xc60 d5" width="500" height="333" /></p>
<p class="alignleft">ช่วงล่างมาแนวนุ่ม เอาใจคนชอบสบาย ระบบกันสะเทือนหน้าเป็นแบบแม็คเฟอร์สัน สตรัท ส่วนด้านหลังเป็นแบบมัลติลิงค์ โดยในคันนี้จะมีการติดตั้งระบบ <strong>Four-C</strong> (Continuously Controlled Chassis Concept) แบบเดียวกับ S80 ใหม่<br />
ที่ผู้ขับขี่สามารถเลือกโหมดความแข็ง-อ่อนของระบบกันสะเทือนได้ 3 ระดับ ทั้งโหมด Comfort, Sport, Advanced ซึ่งในโหมดของการทำงานนั้นจะมีความรู้สึกแตกต่างกันได้อย่างชัดเจน ไม่เหมือนในรถหลาย ๆ คันในหลาย ๆ รุ่น ที่กดปุ่มเลือกโหมดการทำงานแล้ว ความรู้สึกที่ได้แทบจะไม่แตกต่าง โดยเมื่ออยู่ในโหมด Comfort การทำงานของช่วงล่างจะออกแนวนิ่มนวลมาก จนเมื่อมีการจัมป์คอสะพานจะเกิดอาการโยนให้ใจได้หวิวเหมือนกัน แต่ในโหมดนี้เหล่าบรรดาคุณผู้หญิงคงจะชอบในความนิ่มนวล แต่ถ้าเป็นคุณผู้ชายที่ชอบในการขับรถคงจะต้องมีการปรับค้างไว้ที่โหมด Sport ไว้อย่างตลอดเวลาแน่นอน ในเรื่องน้ำหนักของพวงมาลัยนั้น ก็ออกในแนวเบามากถึงมากที่สุด เมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่าง X3 หรือว่า Freelander น้ำหนักพวงมาลัยนั้นจะมีอารมณ์คล้ายกับแนวรถญี่ปุ่น ซึ่งมันก็มีส่วนในการที่จะทำให้รู้สึกขาดความมั่นใจในยามเมื่อต้องใช้ความ เร็วสูงในการเดินทาง แต่ถ้าถามเรื่องของการเกาะถนนนั้น ก็ต้องบอกกันให้มั่นใจว่าเกาะถนนดี ให้ความมั่นใจได้สูงตามสไตล์แนวแบบของรถที่เน้นความสบายและนิ่มนวลเป็นหลัก</p>
<p class="aligncenter"><img class="aligncenter size-full wp-image-2829" title="ท้ายรถ volvo xc60 d5" src="http://www.thaiautoshop.com/wp-content/uploads/2009/10/volvo-xc60-d5_6.jpg" alt="ท้ายรถ volvo xc60 d5" width="500" height="333" /></p>
<p class="alignleft">จุดเด่นของ SUV จากค่ายวอลโว่คันนี้มีเยอะมากในเรื่องของเทคโนโลยี ความล้ำสมัย และความปลอดภัย(ที่ต้องจ่ายเพิ่ม) การออกแบบทั้งภายนอกและภายในของวอลโว่ในยุคนี้นั้น ถือว่าโมเดิร์นขึ้นมาก เรื่องของความบันเทิงนั้น XC60 นั้นเอาใจคนนั่งหลังอย่างเต็มที่ โดยมีจอทีวีแบบแยกฝั่งให้ถึงสองตัว และมีการแยกการทำงานอย่างอิสระ แบบเรียกได้ว่าถ้ามีลูก ลูกก็คงไม่ทะเลาะกันในเรื่องของการดูการ์ตูนระหว่างเดินทางแน่นอน ในเรื่องของสมรรถนะในการขับขี่ก็ถือว่าดี ซึ่งเค้าไม่เน้นความเป็นสปอร์ตจ๋า แต่ทางวอลโว่เค้าจะเน้นแนวครอบครัวนั่งสบาย ขับสบาย นิ่มนวล แต่ในเรื่องข้อด้อยบางอย่างที่เราเจอก็มี อย่างเช่นเรื่องของเสียงเครื่องยนต์ที่จะมีเสียงครางแบบแปลก ๆ มันดังไม่ชวนฟังเหมือนเครื่องยนต์ดีเซลของรถยนต์จากค่ายอื่น ๆ (หรือเป็นปัญหาเฉพาะคันนี้) เบาะนั่งด้านหลังก็มีเสียงบ่นมาว่าช่วงรองรับต้นขามันสั้นไปหน่อย ทำให้นั่งไม่ค่อยสบาย น้ำหนักของพวงมาลัยที่เบาเกินไปจนทำให้ขาดความมั่นใจ ฝาท้ายแบบเปิด-ปิด อัตโนมัติขณะการทำงานขึ้น-ลง จะมีเสียงดัง การทำงานดูแรง ไม่นิ่ม จนดูเหมือนจะอันตราย ถึงแม้ว่าจะมีระบบป้องกัน เวลามีสิ่งมากีดขวาง แต่เมื่อมีการลองแล้วก็ถือว่ามีการเจ็บตัวอยู่เหมือนกันจากการกระแทก ก่อนที่ระบบจะสั่งหยุดการทำงาน นอกจากราคาค่าตัว 3,999,000 บาทนั้น ถ้าอยากได้ออปชั่นต่าง ๆ ที่เค้ามีมาให้เลือก ก็ต้องควักเงินเพิ่มกันไปตามกิเลสและความอยากที่มี ส่วนอีกปัญหาในเรื่องของศูนย์บริการก็น่าจะมีการปรับปรุงในเรื่องของราคาค่าบำรุงกันสักหน่อย เพราะมีเสียงบ่นมาว่าเวลาเข้าศูนย์แต่ละที ก็จ่ายหนักไม่ใช่เล่น</p>
<table border="1" cellspacing="0" cellpadding="0" width="55%" align="center">
<tbody>
<tr bgcolor="#ff3300">
<td colspan="2">ความเร็วเดินทาง</td>
</tr>
<tr bgcolor="#333333">
<td width="49%">ความเร็ว (กม./ชม.)</td>
<td width="51%">รอบ (รอบ/นาที)</td>
</tr>
<tr bgcolor="#cccccc">
<td>80</td>
<td>1,400</td>
</tr>
<tr bgcolor="#cccccc">
<td bgcolor="#ffffff">100</td>
<td bgcolor="#ffffff">1,800</td>
</tr>
<tr bgcolor="#cccccc">
<td>120</td>
<td>2,200</td>
</tr>
<tr bgcolor="#cccccc">
<td bgcolor="#ffffff">n/a</td>
<td bgcolor="#ffffff">n/a</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<table border="1" cellspacing="0" cellpadding="0" width="55%" align="center">
<tbody>
<tr bgcolor="#ff3300">
<td bgcolor="#ff3300">ข้อมูลทางเทคนิค</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<table border="1" cellspacing="0" cellpadding="0" width="53%" align="center">
<tbody>
<tr bgcolor="#ff3300">
<td width="46%" bgcolor="#cccccc">ชนิดของเครื่องยนต์</td>
<td bgcolor="#cccccc">เทอร์โบ ดีเซล คอมมอนเรล</td>
</tr>
<tr bgcolor="#ff3300">
<td bgcolor="#ffffff">ชนิดของเชื้อเพลิง</td>
<td bgcolor="#ffffff">ดีเซล และ ไบโอดีเซล (B5)</td>
</tr>
<tr bgcolor="#ff3300">
<td bgcolor="#cccccc">ปริมาตรความจุกระบอกสูบ</td>
<td bgcolor="#cccccc">2,400</td>
</tr>
<tr bgcolor="#ff3300">
<td bgcolor="#ffffff">ความกว้างกระบอกสูบ/ช่วงชัก (มม.)</td>
<td bgcolor="#ffffff">81/93.2</td>
</tr>
<tr bgcolor="#ff3300">
<td bgcolor="#cccccc">แรงม้าสูงสุด (แรงม้า/รอบต่อนาที)</td>
<td bgcolor="#cccccc">185/4,000</td>
</tr>
<tr bgcolor="#ff3300">
<td bgcolor="#ffffff">แรงบิดสูงสุด (นิวตัน-เมตร/รอบ/นาที)</td>
<td bgcolor="#ffffff">400/2,000-2,750</td>
</tr>
<tr bgcolor="#cccccc">
<td>อัตราส่วนกำลังอัด</td>
<td>17.3:1</td>
</tr>
<tr bgcolor="#ff3300">
<td bgcolor="#cccccc">ระบบเกียร์</td>
<td bgcolor="#cccccc">อัตโนมัติ เดินหน้า 6 สปีด ปรับตามสไตล์การขับขี่ + เกียร์ทรอนิก</td>
</tr>
<tr bgcolor="#ff3300">
<td height="22" bgcolor="#ffffff">ล้อขับเคลื่อน</td>
<td bgcolor="#ffffff">ทุกล้อ/All Wheel Drive</td>
</tr>
<tr bgcolor="#cccccc">
<td>ขนาดแบตเตอรี่ (แอมป์)</td>
<td>700</td>
</tr>
<tr bgcolor="#ff3300">
<td bgcolor="#ffffff">พวงมาลัย</td>
<td bgcolor="#ffffff">เพาเวอร์ แร็ค แอนด์ พิเนี่ยน</td>
</tr>
<tr bgcolor="#cccccc">
<td>วงเลี้ยวแคบสุด (ม.)</td>
<td>11.7</td>
</tr>
<tr bgcolor="#ff3300">
<td bgcolor="#ffffff">ขนาดยาง</td>
<td bgcolor="#ffffff">235/60R18</td>
</tr>
<tr bgcolor="#cccccc">
<td>ขนาดล้อ</td>
<td>7.5 x 18 นิ้ว</td>
</tr>
<tr bgcolor="#ff3300">
<td bgcolor="#ffffff">ชนิดของเบรก ดิสก์เบรก</td>
<td bgcolor="#ffffff">4 ล้อ พร้อม ABS, EBD และ EBA</td>
</tr>
<tr bgcolor="#cccccc">
<td>ระบบกันสะเทือนด้านหน้า</td>
<td>แม็คเฟอร์สัน สปริง สตรัท</td>
</tr>
<tr bgcolor="#ff3300">
<td bgcolor="#ffffff">ระบบกันสะเทือนด้านหลัง</td>
<td bgcolor="#ffffff">มัลติลิงค์</td>
</tr>
<tr bgcolor="#cccccc">
<td>มิติตัวรถ กว้าง x ยาว x สูง (มม.)</td>
<td>1,891 x 4,628 x 1,713</td>
</tr>
<tr bgcolor="#ff3300">
<td bgcolor="#ffffff">ระยะฐานล้อ (มม.)</td>
<td bgcolor="#ffffff">2,774</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p class="alignleft">ขอบคุณเนื้อหาและภาพจาก กรังปรีซ์กรุ๊ป</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaiautoshop.com/testdrive/2821.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>TOYOTA COROLLA ALTIS 2.0 แรงดี เงียบ นั่งสบาย</title>
		<link>http://www.thaiautoshop.com/testdrive/1533.html?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=toyota-corolla-altis-2-0-%25e0%25b9%2581%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%25b5-%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%25b5%25e0%25b8%25a2%25e0%25b8%259a-%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%25b1%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%259a%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a2</link>
		<comments>http://www.thaiautoshop.com/testdrive/1533.html#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 07 Sep 2009 03:43:49 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ทดสอบรถ]]></category>
		<category><![CDATA[altis 2.0]]></category>
		<category><![CDATA[altis ใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[toyota]]></category>
		<category><![CDATA[toyota corolla]]></category>
		<category><![CDATA[toyota corolla altis]]></category>
		<category><![CDATA[อัลติส]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaiautoshop.com/?p=1533</guid>
		<description><![CDATA[TOYOTA NEW 2.0 COROLLA ALTIS ความแตกต่างกับสิ่งที่เพิ่มขึ้นมาจากอัลติส ตัว 1.6 และ 1.8 ซึ่งด้านนอก สิ่งที่เห็นเด่นชัดขึ้นก็คือ กลิ่นอายของความเป็นสปอร์ต เช่น สเกิร์ตรอบคันทั้งในด้านหน้า ด้านข้าง และด้านหลัง กระจังหน้าดีไซน์ใหม่ เป็นแบบลายตาข่าย ที่ให้อารมณ์สปอร์ต ส่วนบนฝา กระโปรงหลัง ก็ย่อมไม่พลาดกับสปอยเลอร์หลังที่มาพร้อมกับไฟเบรกเพื่อเพิ่มความปลอดภัย ไฟหน้าแบบ HID ที่มาพร้อมกับสปอตไลต์ ที่บริเวณใต้กันชน เรียกว่าภายนอกจัดมาให้แบบครบเครื่องเรื่องความเป็นสปอร์ต ส่วนภายใน altis 2.0 มาในแนวโปร่ง โล่ง สบาย แล้วก็อัดอุปกรณ์อำนวยความสะดวกมาให้อย่างครบครัน เพื่อไม่ให้เสียชื่อความเป็นท็อปออฟ เดอะไลน์ของอัลติส เช่น มาตรวัดเรืองแสงแบบ Optitron, ระบบ Cruise Control, ระบบ Smart Entry, ปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์, พวงมาลัย แบบมัลติฟังก์ชัน ที่สามารถสั่งการเครื่องเสียงและข้อมูลในการขับขี่แบบปลายนิ้วสัมผัส และที่ถือว่าเป็นจุดเด่นที่สุดภายในตัว รถนั่นก็คือชุด เครื่องเสียงภายในรถที่เป็นแบบจอ LCD สามารถเล่นแผ่นทั้ง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h2>TOYOTA NEW 2.0 COROLLA ALTIS</h2>
<p class="alignleft">ความแตกต่างกับสิ่งที่เพิ่มขึ้นมาจากอัลติส ตัว 1.6 และ 1.8 ซึ่งด้านนอก สิ่งที่เห็นเด่นชัดขึ้นก็คือ กลิ่นอายของความเป็นสปอร์ต เช่น สเกิร์ตรอบคันทั้งในด้านหน้า ด้านข้าง และด้านหลัง กระจังหน้าดีไซน์ใหม่ เป็นแบบลายตาข่าย ที่ให้อารมณ์สปอร์ต ส่วนบนฝา กระโปรงหลัง ก็ย่อมไม่พลาดกับสปอยเลอร์หลังที่มาพร้อมกับไฟเบรกเพื่อเพิ่มความปลอดภัย ไฟหน้าแบบ HID ที่มาพร้อมกับสปอตไลต์ ที่บริเวณใต้กันชน เรียกว่าภายนอกจัดมาให้แบบครบเครื่องเรื่องความเป็นสปอร์ต</p>
<p class="aligncenter"><img class="aligncenter size-full wp-image-1547" title="toyota corolla altis 2.0" src="http://www.thaiautoshop.com/wp-content/uploads/2009/09/19.jpg" alt="toyota corolla altis 2.0" width="500" height="300" /></p>
<p class="alignleft">ส่วนภายใน <strong>altis 2.0</strong> มาในแนวโปร่ง โล่ง สบาย แล้วก็อัดอุปกรณ์อำนวยความสะดวกมาให้อย่างครบครัน เพื่อไม่ให้เสียชื่อความเป็นท็อปออฟ เดอะไลน์ของอัลติส เช่น มาตรวัดเรืองแสงแบบ Optitron, ระบบ Cruise Control, ระบบ Smart Entry, ปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์, พวงมาลัย แบบมัลติฟังก์ชัน ที่สามารถสั่งการเครื่องเสียงและข้อมูลในการขับขี่แบบปลายนิ้วสัมผัส และที่ถือว่าเป็นจุดเด่นที่สุดภายในตัว รถนั่นก็คือชุด เครื่องเสียงภายในรถที่เป็นแบบจอ LCD สามารถเล่นแผ่นทั้ง DVD/VCD/CD/MP3/WMA ได้ทั้งหมด พร้อมทั้ง ยังมีระบบเชื่อมต่อ Handfree ไร้สาย แบบ Bluetooth ที่จะสามารถอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยให้แก่ผู้ขับขี่ที่ขาดการติด ต่อสื่อสารทางโทรศัพท์ ไม่ได้ และในชุดจอ LCD นั้น ก็ยังมีระบบนำทางอย่าง In-car Navigator แบบหน้าจอสัมผัส ซึ่งระบบการ ทำงานก็เหมือนกับตัวที่ใช้ใน ตระกูลโตโยต้าตัวอื่น ๆ ทั้งใน Camry และ Fortuner นั่นเอง</p>
<p class="aligncenter"><img class="aligncenter size-full wp-image-1540" title="คอนโซลคนขับ toyota corolla altis 2.0" src="http://www.thaiautoshop.com/wp-content/uploads/2009/09/9.jpg" alt="คอนโซลคนขับ toyota corolla altis 2.0" width="250" height="167" /><img class="aligncenter size-full wp-image-1539" title="เบาะหลัง toyota corolla altis 2.0" src="http://www.thaiautoshop.com/wp-content/uploads/2009/09/7.jpg" alt="เบาะหลัง toyota corolla altis 2.0" width="250" height="167" /></p>
<p class="alignleft">แต่ในการใช้งานนั้น ถ้าในกรณีที่รถมีการ เคลื่อนตัว จะมีการล็อกระบบหน้าจอ ซึ่งจะทำให้ไม่สามารถกดหาสถานที่หรือสั่งงานอะไรได้ แต่มันก็เป็นระบบรักษาความปลอดภัยอย่าง หนึ่งที่ทางบริษัทผู้ผลิตเค้ากลัวว่าผู้ขับขี่ มัวแต่จะมาเสียสมาธิกับการกดจอ จนอาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุในการขับขี่ได้ เพราะการจะตั้ง เส้นทางที่จะไปก็ควรรู้และทำการตั้งค่าตั้งแต่ ก่อนเริ่มออกรถ แต่ในอีกแง่หนึ่ง มันก็ขาดความสะดวกสบายไป เพราะถ้าในขณะการเดิน ทางแล้วบางทีเกิดความจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลง เส้นทางหรือต้องการจะหาสถานที่ที่ต้องการจะไปแบบกะทันหัน มันก็ต้องทำการ จอดรถเสียก่อน ซึ่งถ้าเป็นในกรณีที่มีผู้ร่วมเดินทางมาด้วย ก็จะรู้สึกว่าเสียเวลาและขาดความสะดวกไป ตรงจุดนี้น่าจะมีการแก้ไขโดยใส่ เซ็นเซอร์หรือมีวิธีที่จะทำให้ผู้ที่ร่วมโดยสารมาสามารถกดสั่งการ จอตัวนี้ได้ ในขณะที่รถเคลื่อนตัวอยู่ อย่างน้อยก็จะเพิ่มความสะดวก สบายในการใช้งานในการเดินทางกันแบบครอบครัว หรือไปกันแบบมีเพื่อน ร่วมเดินทางได้ ยิ่งถ้าเดินทางในเวลากลางคืน แล้วต้องจอดรถ ข้างทาง บางทีมันก็ดูไม่ค่อยจะปลอดภัยเหมือนกันนะครับ</p>
<h3>ไฮเทคโนโลยีใน altis 2.0 กับ Dual VVT-i</h3>
<p class="aligncenter"><img class="aligncenter size-full wp-image-1541" title="เครื่องยนต์ 3ZR-FE toyota corolla altis 2.0" src="http://www.thaiautoshop.com/wp-content/uploads/2009/09/11.jpg" alt="เครื่องยนต์ toyota 3ZR-FE corolla altis 2.0" width="500" height="300" /></p>
<p class="alignleft">สำหรับเครื่องยนต์ ใหม่เอี่ยมถอดด้ามตัวนี้ ที่มีรหัส 3ZR-FE เป็นเครื่องยนต์ 4 สูบ ที่มีขนาดความกว้างกระบอกสูบ 80.5 มม. และ ระยะชักอยู่ที่ 97.6 มม. ซึ่งคำนวณแล้วจะมีปริมาตรความจุอยู่ที่ 1,987 ซี.ซี. โดยจุดเด่นของเครื่องยนต์ตัวนี้จะอยู่ที่ฝาสูบ ซึ่งจะ เป็นแบบ ดับเบิลโอเวอร์เฮดแคมชาฟท์ (DOHC) และมีความไฮเทคของระบบวาล์วอัจฉริยะแบบ Dual VVT-i (Variable Valve Timing-intelligent) โดยระบบนี้จะมีหน้าที่การทำงานในการปรับจังหวะการเปิด-ปิด ลิ้นไอดีและไอเสียแบบแปรผันให้สัมพันธ์กับ การทำงานของ เครื่องยนต์ ซึ่งจะทำการควบคุมปริมาณไอดีให้เหมาะสมต่อการจุดระเบิดในทุกความเร็วรอบ เครื่องยนต์ และปรับจังหวะ การคายไอเสียให้มี ประสิทธิภาพ เพื่อช่วยให้เครื่องยนต์ทำงานได้อย่างสมบูรณ์ขึ้น โดยเครื่องยนต์ตัวนี้สามารถสร้างแรงม้าได้ 141 แรงม้า ที่ 5,600 รอบต่อ นาที โดยมีแรงบิด 19.28 กก.-ม. ที่ 4,400 รอบต่อนาที ส่วนระบบส่งกำลังนั้น เป็นแบบเอาใจคนขี้เมื่อยอยู่ แล้วโดยจะเป็นเกียร์อัตโนมัติ Sequential 4 สปีด Super ECT พร้อมระบบ Hill-Sensing Control ที่ควบคุมด้วยระบบคอม พิวเตอร์ และยังมี Paddle Shift ที่สามารถเปลี่ยนจังหวะเกียร์ได้เองที่บริเวณพวงมาลัยด้วย</p>
<p class="aligncenter"><img class="aligncenter size-full wp-image-1537" title="หน้าปัด toyota corolla altis 2.0" src="http://www.thaiautoshop.com/wp-content/uploads/2009/09/5.jpg" alt="หน้าปัด toyota corolla altis 2.0" width="250" height="167" /><img class="aligncenter size-full wp-image-1538" title="navigator toyota corolla altis 2.0" src="http://www.thaiautoshop.com/wp-content/uploads/2009/09/6.jpg" alt="navigator toyota corolla altis 2.0" width="250" height="167" /></p>
<p class="alignleft">การใช้งาน <strong>altis 2.0</strong> ในชีวิตประจำวันนั้น เครื่องยนต์ขนาดสองลิตรตัวนี้จะให้ความกระฉับกระเฉงที่ดี แต่ก็ไม่ได้ถึงขั้นกดคันเร่งแล้วดึงหน้า หงายกันแต่อย่างใด การตอบสนองของคันเร่งไฟฟ้าของอัลติสนั้น รู้สึกว่ามันจะตอบสนองช้าไปนิดหน่อย ซึ่งการตอบสนองช้านี้ บางที มันจะ ทำให้ผู้ขับขี่รู้สึกว่ารถแรงน้อยลง เหมือนเป็นการหลอกความรู้สึก อัตราเร่งในช่วงความเร็วต่าง ๆ ก็ถือว่าให้ความทันอกทันใจดี แต่ถ้าเกียร์ อัตโนมัติที่ให้มาเป็นแบบ 5 สปีด มันก็น่าจะดีขึ้นอีกไม่น้อย ส่วนความเร็วปลายในระดับ 200 กม./ชม.นั้น ทำได้ไม่ยาก แต่ไม่อยากให้ทำ เอาเป็นว่ากำลังจากเครื่องยนต์ 3ZR-FE ขนาดความจุสองลิตรตัวนี้ เมื่อมาอยู่ในรถบอดี้ขนาดนี้ มันจะทำให้รู้สึกว่า เครื่องยนต์ <strong>altis 2.0 </strong>นั้นมีกำลัง สำรองให้ใช้งานอย่างเหลือเฟือ และสร้างความมั่นใจในการเร่งแซง ในการจะเช็กบิลรถคันข้างหน้าได้อย่างไม่ยาก</p>
<p class="aligncenter"><img class="aligncenter size-full wp-image-1536" title="กล้องมองหลัง toyota corolla altis 2.0" src="http://www.thaiautoshop.com/wp-content/uploads/2009/09/4.jpg" alt="กล้องมองหลัง toyota corolla altis 2.0" width="250" height="167" /><img class="aligncenter size-full wp-image-1548" title="การใช้งาน toyota corolla altis 2.0" src="http://www.thaiautoshop.com/wp-content/uploads/2009/09/16.jpg" alt="การใช้งาน toyota corolla altis 2.0" width="250" height="167" /></p>
<p class="alignleft">ส่วนอัตราความสิ้นเปลืองนั้น เมื่อมีการใช้งานในเมืองในลักษณะการขับขี่แบบปกติ รถติดมากบ้าง น้อยบ้าง อัตราความสิ้นเปลืองก็จะ ตก เฉลี่ยอยู่ที่ 9.3 กม./ลิตร ถ้าออกเดินทางไปต่างจังหวัด หรือวิ่งนอกเมืองแบบทางยาว ๆ โล่ง ๆ ความสิ้นเปลืองก็จะตกเฉลี่ยอยู่ที่ 11.9 กม. /ลิตร</p>
<h3>นุ่ม เงียบ นั่งสบาย กับ altis 2.0</h3>
<p class="aligncenter"><img class="aligncenter size-full wp-image-1549" title="หน้าตรง toyota corolla altis 2.0" src="http://www.thaiautoshop.com/wp-content/uploads/2009/09/14.jpg" alt="หน้าตรง toyota corolla altis 2.0" width="250" height="167" /><img class="aligncenter size-full wp-image-1544" title="การถ่ายเทน้ำหนัก toyota corolla altis 2.0" src="http://www.thaiautoshop.com/wp-content/uploads/2009/09/15.jpg" alt="การถ่ายเทน้ำหนัก toyota corolla altis 2.0" width="250" height="167" /></p>
<p class="alignleft">ช่วงล่างในด้านหน้าจะเป็นแบบอิสระ แม็คเฟอร์สัน สตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง ส่วนในด้านหลังจะเป็นแบบทอร์ชั่น บีม พร้อมเหล็กกัน โคลง ช่วงล่างตัวนี้ถือว่าให้ความนุ่มนวลที่ดี การเก็บเสียงของช่วงล่างนั้นถือว่าดีกว่าคู่แข่ง แต่เนื่องจากความนุ่มที่มีมาให้นั้น ก็ต้องทำใจ นิดนึง ว่ายามเมื่อต้องใช้ความเร็วสูง ๆ ในการเดินทาง ความมั่นใจในการขับขี่ก็ย่อมสู้รถที่มีการเซ็ตช่วงล่างแข็ง ๆ แบบสปอร์ตไม่ได้แน่ ซึ่งมันก็ต้อง เป็นการแลกกันระหว่างความสบายกับความสนุก แต่สิ่งที่ทำให้วาบหวิวกับการใช้ความเร็วสูงของรถคันนี้นั้นก็คงจะหนีไม่ พ้นในเรื่องของ น้ำหนักพวงมาลัย ซึ่งจะถือว่าเป็นนิสัยของอัลติส เวอร์ชั่นนี้เลยก็ได้ คือถ้าขับด้วยความเร็วต่ำ หลาย ๆ คนอาจจะชอบ สไตล์การขับที่มีความเบา สบาย แต่สำหรับหลาย ๆ คนที่ชอบการขับรถแบบสนุกมากกว่าการใช้งานรถแบบทั่วไป อาจจะบอกว่าความมั่น ใจมันหายไป ซึ่งมีหลาย ๆ เสียง เค้าบอกมาว่าชอบน้ำหนักของพวงมาลัยในอัลติส ตัวเก่ามากกว่า คือไม่เบาจนเกินไปและยังให้ความมั่นใจ ที่ดี ส่วนการทรงตัวนั้นถือว่าดีใน สไตล์รถที่มีช่วงล่างที่ให้ความนิ่มนวล ซึ่งถ้าใครอยากซิ่งใช้ความเร็วสูงบ่อย ๆ ก็คงต้องทิ้งความนิ่ม นวล แล้วไปหาช่วงล่างแบบสปอร์ตที่แข็ง กระด้างขึ้น ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความต้องการและลักษณะการใช้งานของตัวคุณเอง</p>
<p class="aligncenter"><img class="aligncenter size-full wp-image-1545" title="ด้านข้าง toyota corolla altis 2.0" src="http://www.thaiautoshop.com/wp-content/uploads/2009/09/17.jpg" alt="ด้านข้าง toyota corolla altis 2.0" width="500" height="201" /></p>
<p class="alignleft">ระบบเบรก <strong>altis 2.0 </strong>เป็นแบบดิสก์เบรกทั้งสี่ล้อ ที่พ่วงระบบความปลอดภัยมาให้อย่างท่วมท้น เช่น ระบบมาตรฐานของการป้องกัน ล้อ ล็อกตายอย่าง ABS (Anti-Lock Braking System), ระบบ VSC (Vehicle Stability Control) ที่มีหน้าที่คอยควบคุมการ ทรงตัว, ระบบ TRC (Traction Control) ที่จะช่วยป้องกันการหมุนฟรีของล้อ, ระบบเสริมแรงเบรก BA (Brake Distribution), ระบบ EBD (Electronic Brake-force Distribution) ซึ่งจะคอยปรับแรงดันน้ำมันเบรกแบบอิสระทั้ง 4 ล้อ เพื่อให้มีความแปรผัน ตามน้ำหนักที่กด ลงในแต่ละล้อ เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการเบรกให้ดียิ่งขึ้น ระบบเบรกนั้นให้ความมั่นใจในการสั่งการได้ดี เรียกได้ ว่าไม่ต้องลุ้น ไม่ต้อง เสียวยามเมื่อต้องกดเบรก และจะเห็นประโยชน์ของระบบไฮเทคทางเทคโนโลยีพวกนี้มากขึ้น ยกตัวอย่างกรณีง่าย ๆ ก็เช่น ในการขับรถเวลา ที่ฝนตก เมื่อฝนตกถนนลื่น รถจะเสียอาการง่าย ระบบพวกนี้ก็จะมีหน้าที่คอยปกป้องเรายามเมื่อรถจะเสียอาการ และเมื่อเข้าโค้งแรงเกินไปก็จะ มีการตัดกำลัง และช่วยเบรก เมื่อมีล้อใดออกอาการหมุนฟรี ซึ่งระบบความปลอดภัยพวกนี้ก็จะช่วยปกป้อง ชีวิตของผู้ขับขี่และผู้โดยสารได้ อย่างดีทีเดียว นับว่าเป็นระบบความปลอดภัยที่มีความจำเป็นมากสำหรับรถยนต์ในยุคปัจจุบันนี้</p>
<h3>ความสบายแบบครอบครัวใน altis 2.0 ที่แฝงกลิ่นสปอร์ต</h3>
<p class="aligncenter"><img class="aligncenter size-full wp-image-1543" title="ไฟตัดหมอก toyota corolla altis 2.0" src="http://www.thaiautoshop.com/wp-content/uploads/2009/09/13.jpg" alt="ไฟตัดหมอก toyota corolla altis 2.0" width="250" height="167" /><img class="aligncenter size-full wp-image-1542" title="ด้านหน้า toyota corolla altis 2.0" src="http://www.thaiautoshop.com/wp-content/uploads/2009/09/12.jpg" alt="ด้านหน้า toyota corolla altis 2.0" width="250" height="167" /></p>
<p class="alignleft">บทสรุปของ <strong>altis 2.0</strong> ตัวนี้ ก็คงบอกได้ว่ามันเหมาะกับคนที่รักรถโตโยต้า ที่ต้องการรถขนาดกำลังพอดีสำหรับครอบครัว คนไทยแบบสไตล์คุณพ่อยังหนุ่ม หรือกลุ่มคนหนุ่มสาววัยทำงานที่ชื่นชอบรถยนต์สไตล์ซีดานที่มีสมรรถนะที่ดี เครื่องยนต์มีกำลังสำรอง ให้ใช้ งานอย่างไม่ต้องกังวลในยามที่ต้องเดินทางไกล หรือเมื่อถึงจังหวะที่ต้องการจะเร่งแซงอุปสรรคที่ขวางอยู่ข้างหน้า อุปกรณ์อำนวย ความ สะดวกและเทคโนโลยีไฮเทคเพื่อความปลอดภัยก็อัดมาให้อย่างเต็มรูปแบบกับราคา ค่าตัวที่ตั้งอยู่ที่ 1,184,000 บาท ซึ่งถ้าเทียบ กับรถคู่กัด อย่าง ฮอนด้า ซีวิค 2.0 ก็ต้องบอกว่า อัลติส 2.0 นั้น มีความเป็นรถแบบในสไตล์ครอบครัวมากกว่า ทั้งในเรื่องของความ นุ่มนวลและการเก็บ เสียงของช่วงล่าง</p>
<p class="aligncenter"><img class="aligncenter size-full wp-image-1546" title="ไฟท้าย toyota corolla altis 2.0" src="http://www.thaiautoshop.com/wp-content/uploads/2009/09/18.jpg" alt="ไฟท้าย toyota corolla altis 2.0" width="500" height="300" /></p>
<p class="alignleft">ซึ่งมันจะตรงตามที่ใจคุณต้องการหรือเปล่านั้น ก็คงต้องถามตัวคุณเองว่าชอบรถสไตล์นี้หรือเปล่า เพราะ<strong> altis 2.0</strong> นี้คง ไม่ใช่รถซีดานสไตล์สปอร์ตจ๋า แต่มันเป็นรถซีดานแบบครอบครัว ที่มีการเน้นความเป็นสปอร์ตที่มากขึ้น แต่ก็ไม่ได้ ละทิ้งความเป็นรถครอบครัว นั่งสบายไป แต่สิ่งที่จะทำให้ตัดสินใจไม่ยากในการที่จะเลือกจ่ายเงินในระดับ 1.2 ล้านนั้น นั่นก็คือ ถ้าคุณ เป็นแฟนพันธุ์แท้หรือเป็นสาวกของ รถยนต์จากค่ายโตโยต้าที่ชอบความเป็นที่สุดในตระกูลโคโรลล่าแล้วละก็ มันก็คงไม่ยากในการตัด สินใจที่จะเอาอัลติส 2.0 ตัวนี้ มาจอดไว้ใน โรงรถที่บ้านอย่างแน่นอน</p>
<table border="1">
<tbody>
<tr>
<th>Specification</th>
<th>altis รุ่น 	2.0V NAVI</th>
</tr>
<tr>
<td>รหัสเครื่องยนต์</td>
<td>3ZR-FE</td>
</tr>
<tr>
<td>เครื่องยนต์</td>
<td>4 สูบ แถวเรียง DOHC Dual VVT-i</td>
</tr>
<tr>
<td>ปริมาตรกระบอกสูบ (ซี.ซี.)</td>
<td>1,987</td>
</tr>
<tr>
<td>ความกว้างกระบอกสูบ x ระยะชัก (มม.)</td>
<td>80.5 x 97.6</td>
</tr>
<tr>
<td>อัตราส่วนกำลังอัด</td>
<td>10.0 : 1</td>
</tr>
<tr>
<td>ระบบจ่ายน้ำมัน</td>
<td>หัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์ EFI</td>
</tr>
<tr>
<td>กำลังสูงสุด (แรงม้า/รอบต่อนาที)</td>
<td>141/5,600</td>
</tr>
<tr>
<td>แรงบิดสูงสุด (กก.-ม./รอบต่อนาที)</td>
<td>19.28/4,400</td>
</tr>
<tr>
<td>ระบบขับเคลื่อน</td>
<td>ล้อหน้า</td>
</tr>
<tr>
<td>ระบบส่งกำลัง</td>
<td>อัตโนมัติ 4 สปีด แบบ Gate-Type พร้อม Sequential</td>
</tr>
<tr>
<td colspan="2">อัตราทดเกียร์</td>
</tr>
<tr>
<td>เกียร์ 1</td>
<td>3.943</td>
</tr>
<tr>
<td>เกียร์ 2</td>
<td>2.197</td>
</tr>
<tr>
<td>เกียร์ 3</td>
<td>1.413</td>
</tr>
<tr>
<td>เกียร์ 4</td>
<td>1.020</td>
</tr>
<tr>
<td>เกียร์ถอยหลัง</td>
<td>3.145</td>
</tr>
<tr>
<td>เฟืองท้าย</td>
<td>2.923</td>
</tr>
<tr>
<td colspan="2">ระบบช่วงล่าง</td>
</tr>
<tr>
<td>หน้า</td>
<td>แม็คเฟอร์สัน สตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง</td>
</tr>
<tr>
<td>หลัง</td>
<td>ทอร์ชั่น บีม พร้อมเหล็กกันโคลง</td>
</tr>
<tr>
<td colspan="2">ระบบเบรก</td>
</tr>
<tr>
<td>หน้า</td>
<td>ดิสก์เบรก พร้อมครีบระบายความร้อน</td>
</tr>
<tr>
<td>หลัง</td>
<td>ดิสก์เบรก</td>
</tr>
<tr>
<td colspan="2">คุณสมบัติอื่นๆ</td>
</tr>
<tr>
<td>ยาง</td>
<td>205/55R16</td>
</tr>
<tr>
<td>ล้อ</td>
<td>อัลลอย 16&#8243; แบบ 10 ก้าน</td>
</tr>
<tr>
<td>มิติตัวรถ ยาว x กว้าง x สูง (มม.)</td>
<td>4,540 x 1,760 x 1,465</td>
</tr>
<tr>
<td>น้ำหนักตัวรถ (กก.)</td>
<td>1,290</td>
</tr>
<tr>
<td>ความจุถังน้ำมัน (ลิตร)</td>
<td>55</td>
</tr>
<tr>
<td>รัศมีวงเลี้ยวแคบสุด (ม.)</td>
<td>5.3</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p class="alignleft">ขอบคุณเนื้อหาจาก กรังปรีซ์กรุ๊ป</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaiautoshop.com/testdrive/1533.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>LAND ROVER FREELANDER 2 แรงดี หรูหรา ขับสนุก</title>
		<link>http://www.thaiautoshop.com/testdrive/840.html?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=land-rover-freelander-2-%25e0%25b9%2581%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%25b5-%25e0%25b8%25ab%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b9%25e0%25b8%25ab%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b2-%25e0%25b8%2582%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%259a%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%25b8%25e0%25b8%2581</link>
		<comments>http://www.thaiautoshop.com/testdrive/840.html#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 11 Aug 2009 04:04:57 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ทดสอบรถ]]></category>
		<category><![CDATA[freelander]]></category>
		<category><![CDATA[freelander 2]]></category>
		<category><![CDATA[land rover]]></category>
		<category><![CDATA[land rover freelander 2]]></category>
		<category><![CDATA[ฟรีแลนเดอร์ 2]]></category>
		<category><![CDATA[แลนด์โรเวอร์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaiautoshop.com/?p=840</guid>
		<description><![CDATA[ทดสอบรถใหม่ของ LAND ROVER หรูหรา คล่องตัวสูง กับ LAND ROVER FREELANDER 2 ที่ราคา 3.99 ล้าน หลังจากที่ LAND ROVER ได้ถูกเปลี่ยนมือการดูแลจาก BMW, FORD จนมาถึง TATA ในปัจจุบัน ความเป็นเอกลักษณ์ของ ยานยนต์เมืองผู้ดีก็ยังคงกลิ่นอายไว้ได้เหมือนเช่นเดิม ซึ่งในประเทศไทย บริษัท กัววา อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด ได้รับหน้าที่ดูแลการตลาดของ LAND ROVER อย่างเป็นทางการ ภายใต้ชื่อ &#8220;แลนด์โรเวอร์ ประเทศไทย&#8221; มิติใหญ่ขึ้น กับเอกลักษณ์ยานยนต์เมืองผู้ดี เริ่มจากภายนอก รูปลักษณ์ที่ใหญขึ้นทุกสัดส่วน จากในรุ่นเดิมความยาวตัวรถที่ 4,447 มม. ก็ได้ขยายเป็น 4,500 มม. พร้อมความ กว้าง ที่เพิ่มขึ้นมากถึง 109 มม. เป็น 2,180 มม. [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p class="alignleft">ทดสอบรถใหม่ของ <strong>LAND ROVER</strong> หรูหรา คล่องตัวสูง กับ <strong>LAND ROVER FREELANDER 2</strong> ที่ราคา 3.99 ล้าน</p>
<p class="aligncenter"><img title="LAND ROVER FREELANDER 2" src="http://www.grandprixgroup.com/new/magazine/grandprix/476/test_drive_Freelander/23.jpg" alt="" width="500" height="333" /></p>
<p class="alignleft">หลังจากที่ <strong>LAND ROVER</strong> ได้ถูกเปลี่ยนมือการดูแลจาก BMW, FORD จนมาถึง TATA ในปัจจุบัน ความเป็นเอกลักษณ์ของ ยานยนต์เมืองผู้ดีก็ยังคงกลิ่นอายไว้ได้เหมือนเช่นเดิม ซึ่งในประเทศไทย บริษัท กัววา อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด ได้รับหน้าที่ดูแลการตลาดของ <strong>LAND ROVER</strong> อย่างเป็นทางการ ภายใต้ชื่อ &#8220;แลนด์โรเวอร์ ประเทศไทย&#8221;</p>
<h4>มิติใหญ่ขึ้น กับเอกลักษณ์ยานยนต์เมืองผู้ดี</h4>
<p class="alignleft">เริ่มจากภายนอก          รูปลักษณ์ที่ใหญขึ้นทุกสัดส่วน จากในรุ่นเดิมความยาวตัวรถที่ 4,447 มม. ก็ได้ขยายเป็น 4,500 มม. พร้อมความ กว้าง ที่เพิ่มขึ้นมากถึง 109 มม. เป็น 2,180 มม. และมิติความสูงที่ 1,770 มม. กับโครงสร้างแบบ Monocoque และหน้าตาที่ดูละ ม้ายคล้าย รุ่นพี่อย่าง RANGE ROVER SPORT มากยิ่งขึ้น</p>
<p class="aligncenter"><img title="logo LAND ROVER FREELANDER 2" src="http://www.grandprixgroup.com/new/magazine/grandprix/476/test_drive_Freelander/2.jpg" alt="" width="250" height="167" /><img title="ไฟหน้า LAND ROVER FREELANDER 2" src="http://www.grandprixgroup.com/new/magazine/grandprix/476/test_drive_Freelander/1.jpg" alt="" width="250" height="167" /></p>
<p class="alignleft">ด้านหน้ายังคงความเป็น <strong>FREELANDER</strong> กับโคมไฟหน้าทรงสี่เหลี่ยม ที่มีโคมวงกลมคู่อยู่ด้านในกับแสงส่องสว่างแบบ Bi-Xenon ที่ส่องแสงสว่างตามทิศทางการเลี้ยวของล้อ &#8220;Adaptive Headlights&#8221;  พร้อมกระจังหน้าแบบแนวนอน และตัวหนังสือคำว่า <strong>LAND ROVER</strong> ที่ด้านหน้าฝากระโปรงรถ กันชนหน้าออกแบบให้มีช่องลมด้านล่าง เพื่อเป็นที่ระบายความร้อนให้กับอินเตอร์คูลเลอร์ ที่ถูกติดตั้ง ไว้หลังกันชนหน้า พร้อมด้วยไฟตัดหมอกทรงกลมอยู่ที่ริมกันชนทั้งซ้ายและขวา โดยด้านล่างของกันชนเสริมด้วยการ์ดกันกระ แทกสไตล์ ออฟโรด ที่ทำให้รถดูแกร่ง พร้อมลุยยิ่งขึ้น</p>
<p class="aligncenter"><img title="กระจกมองข้าง LAND ROVER FREELANDER 2" src="http://www.grandprixgroup.com/new/magazine/grandprix/476/test_drive_Freelander/21.jpg" alt="" width="250" height="167" /><img title="panorama sunroof ใน LAND ROVER FREELANDER 2" src="http://www.grandprixgroup.com/new/magazine/grandprix/476/test_drive_Freelander/3.jpg" alt="" width="250" height="167" /></p>
<p class="alignleft">ด้านข้าง <strong>LAND ROVER FREELANDER 2</strong> ดูหรูหรา ด้วยดีไซน์เรียบ ๆ มีเพียงช่องอากาศด้านข้างตัวถังที่ฝังไฟเลี้ยวสีส้มเอาไว้เพิ่มความโดดเด่นให้กับตัวรถ ชายล่างตัว ถังถูกเสริมมาเล็กน้อย ด้านบนรับแสงแดดด้วยการออกแบบหลังคาในแบบ Panorama sunroof (Sunroof แบบ 2 ตอน) ที่เรียบ เสมอกันไม่ได้ออกแบบไล่ระดับเหมือนเช่นรุ่นก่อน ส่วนบั้นท้ายนับว่าดูทันสมัยกับดีไซน์ไฟท้าย และสิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดก็คือ ยาง อะไหล่ ที่ห้อยท้ายนั้น ถูกจับยัดเข้าไปเก็บในรถอย่างเรียบร้อย และฝาท้ายที่ไม่สามารถแยกเปิดกระจกได้เหมือนก่อน          กับการเปิดฝาท้าย แบบยกขึ้น ทั้งบาน ให้การจัดเก็บสัมภาระขนาดใหญ่ทำได้สะดวกยิ่งขึ้น</p>
<h4>หรูหราและมากมายด้วยเทคโนโลยี</h4>
<p class="aligncenter"><img title="คอนโซล LAND ROVER FREELANDER 2" src="http://www.grandprixgroup.com/new/magazine/grandprix/476/test_drive_Freelander/7.jpg" alt="" width="500" height="300" /></p>
<p class="alignleft">ความโดดเด่นกับเทคโนโลยี เช่น ตัวกุญแจแบบ Immobilizer ที่ปลดล็อกรถได้ในระยะไกล ก่อนที่จะสตาร์ทรถเพียงปลายนิ้วกด กับ ระบบ &#8220;TOUCH ENGINE&#8221; ที่มีปุ่มอยู่บนแผงหน้าปัด มากับทรงใหม่ที่ดูทันสมัย หรูหรากว่ารุ่นเดิม กับหน้าตาที่ไม่หนีไปจากรุ่นพี่ใน ปัจจุบัน พวงมาลัยหุ้มหนังจับถนัดมือ พร้อมระบบควบคุมเครื่องเสียง ระบบ Cruise Control และ Air Bag</p>
<p class="aligncenter"><img title="ห้องโดยสารด้านหลัง LAND ROVER FREELANDER 2" src="http://www.grandprixgroup.com/new/magazine/grandprix/476/test_drive_Freelander/5.jpg" alt="" width="250" height="167" /><img title="คอนโซลกลาง LAND ROVER FREELANDER 2" src="http://www.grandprixgroup.com/new/magazine/grandprix/476/test_drive_Freelander/8.jpg" alt="" width="250" height="167" /></p>
<p class="alignleft">คอนโซลกลางที่ดูเรียบง่าย แต่มากด้วยความทันสมัย กับระบบเครื่องเสียงจาก Alpine ที่ให้เสียงแน่น ๆ       กับลำโพงมากถึง 14 ตัว พร้อม การเชื่อมต่อสัญญาณโทรศัพท์มือถือด้วยระบบ Bluetooth ระบบแอร์ Auto ที่สามารถแยกอุณหภูมิซ้าย-ขวา พร้อมระบบไล่ฝ้า ถัดลงมา นั้น เป็นปุ่มปรับระบบ Terrain Response ที่มีโหมดการขับขี่ให้เลือกถึง 4 โหมด สำหรับพื้นผิวถนนที่ แตกต่างกัน และมี ปุ่ม DSC (Dynamic Stability Control) และปุ่มระบบ HDC (Hill Decent Control) อยู่ข้าง ๆ และด้านล่างที่เก็บสัมภาระท้ายรถนี้ เป็นที่ ติดตั้ง Sub Woofer กล่องฟิวส์ และยางอะไหล่ที่ให้เป็นแบบล้ออัลลอยเช่นเดียวกับที่ใช้อยู่ภายนอก</p>
<h4>เครื่องยนต์ดีเซล ตอบสนองไว กับม้าใช้งาน 160 ตัว</h4>
<p class="alignleft">หน้าที่การสร้างกำลังขับเคลื่อนนั้น <strong>FREELANDER 2</strong> มีทั้งแบบเครื่องยนต์เบนซิน และ เครื่องยนต์ดีเซล แต่ทาง <a title="เนื้อหา land rover ทั้งหมด" href="http://www.thaiautoshop.com/tag/land-rover">LAND ROVER</a> ได้นำเข้ามาแต่เพียงรุ่น HSE Td4 เพียงรุ่นเดียว ซึ่งเป็นเครื่องยนต์แบบเทอร์โบดีเซล (TDi) 4 สูบ ตัวใหม่ ที่พัฒนาร่วมกับ ฟอร์ด เพิ่มความจุจากรุ่นก่อนเป็น 2,179 ซี.ซี. โดยมีความกว้างกระบอกสูบ x ระยะชัก อยู่ที่ 85 x 96 มม. ใช้ตัวอัดอากาศแบบแปรผัน หรือ VNT (Variable Nozzle Turbine) จาก GARRETT เหมือนเดิม ซึ่งอากาศที่อัดเข้าเครื่องนี้ถูกลดความร้อนด้วย intercooler ที่ติดตั้ง ไว้ด้านหน้ารถ</p>
<p class="aligncenter"><img title="เครื่องยนต์ของ LAND ROVER FREELANDER 2" src="http://www.grandprixgroup.com/new/magazine/grandprix/476/test_drive_Freelander/4.jpg" alt="" width="500" height="300" /></p>
<p class="alignleft">นอกจากนี้ LAND ROVER ยังได้มีการพัฒนาเทคโนโลยี &#8220;คอมมอนเรล&#8221; หรือระบบท่อร่วมเข้ามาใช้ในการจ่ายเชื้อเพลิงให้มีแรงดันสูง ด้วยการใช้ High Pressure Pump ที่มีแรงดันสูงถึง 1,800 บาร์ ก่อนที่จะฉีดน้ำมันเข้าสู่ท่อรางคอมมอนเรล ด้วยการควบคุมของ กล่อง ECU ขนาด 32 Bit ที่ติดตั้งไว้ด้านหน้ารถ หลังห้องเครื่องยนต์ สร้างกำลังไว้สูงถึง 160 แรงม้า ที่ 4,000 รอบต่อนาที และแรงบิด สูงสุดถึง 400 นิวตัน-เมตร ที่ 2,000 รอบต่อนาที พร้อมทั้งรักษาสภาวะแวดล้อมด้วยการติดตัวกรองไอเสีย cDPF และ กำลังของเครื่อง ยนต์ทั้งหมดถูกถ่ายทอดผ่านเกียร์ลูกใหม่ แบบ 6 Speed ไล่ไปตั้งแต่ 4.148, 2.370, 1.556, 1.155, 0.859 และ 0.686 ขับเฟืองท้าย ขนาด 3.329 ให้ปั่นล้อทั้ง 4 แบบตลอดเวลา</p>
<p class="alignleft">ในการลองจับตัวเลขก็จะเห็นได้ว่า ตัวเลขในการเดินทางจะใช้รอบเครื่องยนต์ที่ค่อนข้างจะต่ำมาก โดยที่ความเร็วเดินทางแบบปกติ ช่วง ความเร็ว 100-120 กม./ชม. จะใช้รอบเครื่องยนต์อยู่ที่ 1,700 และ 2,000 รอบ/นาที ส่วนถ้าไหลเลยไปที่ความเร็ว 140 กม./ชม. รอบ เครื่องยนต์ก็จะไปอยู่ที่ 2,300 รอบ/นาที และเมื่อลองลากความเร็วสูงสุดของแต่ละเกียร์ใน 4 เกียร์แรก ที่รอบเครื่อง 4,000 รอบ/นาที เท่ากันทั้งหมด ก็จะได้ความเร็วที่ 40, 70, 110, 145 กม./ชม. ตามลำดับเกียร์ที่ 1-4 ส่วนความเร็วสูงสุดที่ทำได้บนแผงหน้าปัดนั้น จะเกิน ที่ทางโรงงานเคลมมาให้ที่ 181 กม./ชม. โดยเข็มวัดความเร็วจะชี้อยู่ที่ 190 กม./ชม. ซึ่งตามความรู้สึกนั้น ความเร็วยัง สามารถไหลขึ้นไป ได้อีกนิดหน่อย แต่สภาพการจราจรบนถนนนั้นไม่อำนวย เลยขอลองกันตามสไตล์ปลอดภัยไว้ก่อนเพียงเท่านี้</p>
<h4>ตะลุยได้ทุกทิศและพิชิตได้อย่างมั่นใจ</h4>
<p class="aligncenter"><img title="ทดสอบรถ LAND ROVER FREELANDER 2 ภาพที่ 1" src="http://www.grandprixgroup.com/new/magazine/grandprix/476/test_drive_Freelander/9.jpg" alt="" width="250" height="167" /><img title="ทดสอบรถ LAND ROVER FREELANDER 2 ภาพที่ 2" src="http://www.grandprixgroup.com/new/magazine/grandprix/476/test_drive_Freelander/11.jpg" alt="" width="250" height="167" /></p>
<p class="alignleft">ช่วงล่างที่เป็นแบบอิสระทั้ง 4 ล้อ โดยด้านหน้าเป็นแบบอิสระ แม็คเฟอร์สัน สตรัท พร้อมคอยล์สปริงและเหล็กกันโคลง ส่วนด้านหลัง ยังคงหน้าตาช่วงล่างคล้ายของเดิม ในแบบอิสระ แม็คเฟอร์สันสตรัท คอยล์สปริง พร้อมเหล็กกันโคลง ล้อที่ใช้จะเป็นอัลลอยขนาด 8Jx18 นิ้ว ที่มาพร้อมกับยาง Goodyear Wrangler HP ขนาด 235/60R18 ที่เน้นการใช้งานบนถนนหลวงมากยิ่งขึ้น          กับความสูงใต้ท้องที่ ต่ำลงกว่ารุ่นเดิม 10 มม. เหลือเพียง 210 มม. เท่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม ความสามารถให้การลุยของ <strong>FREELANDER 2</strong> ก็ไม่ได้น้อยหน้า รุ่นพี่ในค่าย สามารถไปได้ทุกเส้นทางที่ความสูงของใต้ท้องรถจะเอื้ออำนวย ส่วนบนถนนสไตล์ไฮเวย์นั้น สามารถให้ความมั่นใจได้ตลอดใน ทุกช่วงความเร็ว ไม่ว่าจะวิ่งคลานๆ ความเร็วต่ำ หรือว่าจะเดินทางแบบใช้ความเร็วสูง</p>
<p class="aligncenter"><img title="ทดสอบรถ LAND ROVER FREELANDER 2 ภาพที่ 3" src="http://www.grandprixgroup.com/new/magazine/grandprix/476/test_drive_Freelander/10.jpg" alt="" width="250" height="167" /><img title="ทดสอบรถ LAND ROVER FREELANDER 2 ภาพที่ 4" src="http://www.grandprixgroup.com/new/magazine/grandprix/476/test_drive_Freelander/13.jpg" alt="" width="250" height="167" /></p>
<p class="alignleft">ระบบเพิ่มความปลอดภัยกับการปีนป่ายกับระบบป้องกันการพลิกคว่ำ Roll Stability Control และระบบ GRC (Gradient Release Control) ที่จะช่วยไม่ให้รถไหลถอยกลับมา เมื่อผู้ขับขี่เริ่มที่จะปล่อยเบรกบนทางชัน ๆ ก่อนที่จะเหยียบคันเร่ง&#8230;เพียงแค่นี้ ก็ช่วยให้ <strong>FREELANDER 2</strong> ที่มากับการขับเคลื่อน 4 ล้อตลอดเวลานั้น ไปได้ในทุกสภาพถนนจริงๆ</p>
<p class="aligncenter"><img title="ทดสอบรถ LAND ROVER FREELANDER 2 ภาพที่ 5" src="http://www.grandprixgroup.com/new/magazine/grandprix/476/test_drive_Freelander/14.jpg" alt="" width="250" height="167" /><img title="ทดสอบรถ LAND ROVER FREELANDER 2 ภาพที่ 6" src="http://www.grandprixgroup.com/new/magazine/grandprix/476/test_drive_Freelander/15.jpg" alt="" width="250" height="167" /></p>
<p class="alignleft">ระบบห้ามล้อ นับเป็นสิ่งสำคัญ กับฝูงม้าที่มีถึง 160 ตัวนี้ จะสงบลงได้นั้นเป็นหน้าที่ของระบบเบรกแบบดิสก์ทั้ง 4 ล้อ โดยในด้านหน้า เลือกใช้จานเบรกขนาด 300 มม. ขนาดใหญ่กว่ารุ่นเดิมถึง 23 มม. จับคู่กับคาลิเปอร์แบบ 2 ลูกสูบ ส่วนด้านหลัง จากเดิมที่เคยใช้ในแบบ ดรัมเบรกขนาด 254 มม. ก็เปลี่ยนมาใช้เป็นแบบจานเบรกเหมือนล้อคู่หน้า กับขนาดที่ใหญ่กว่าจานหน้าอีก 2 มม. เป็น 302 มม. บีบจับไว้ ด้วยคาลิเปอร์เพียงลูกสูบเดียว ซึ่งจานเบรกหลังมีความหนาน้อยกว่าจานเบรกหน้า และด้านในเป็นแบบดรัมเบรก ที่ใช้หยุดรถเมื่อดึงเบรกมือ พร้อมตัวช่วยให้หยุดรถได้เบาแรงกับหม้อลมเบรกขนาดใหญ่แบบ 2 ชั้น</p>
<p class="aligncenter"><img title="ทดสอบรถ LAND ROVER FREELANDER 2 ภาพที่ 7" src="http://www.grandprixgroup.com/new/magazine/grandprix/476/test_drive_Freelander/16.jpg" alt="" width="250" height="167" /><img title="ทดสอบรถ LAND ROVER FREELANDER 2 ภาพที่ 8" src="http://www.grandprixgroup.com/new/magazine/grandprix/476/test_drive_Freelander/17.jpg" alt="" width="250" height="167" /></p>
<p class="alignleft">นอกจากระบบเบรกทั่วไปที่ติดตั้งลงไปใน <strong>FREELANDER 2</strong> นั้น ทำงานควบคู่กับระบบพื้นฐานทั่ว ๆ ไป อย่าง ระบบป้องกันล้อล็อก (ABS) แบบ 4 เซ็นเซอร์ 4 แชนเนล พร้อมระบบกระจายแรงเบรก EBD (Electronic Brake Force Distribution) แต่ที่เพิ่มเติม เข้ามานั้น เป็นระบบช่วยเบรกขณะอยู่ในโค้ง (EBA) เพื่อเพิ่มความมั่นใจยิ่งขึ้นกับการขับขี่</p>
<h4>ขับสนุก ประทับใจ กับระยะทางทดสอบสั้นๆ</h4>
<p class="alignleft">หลัง จากที่ได้มีเวลาสัมผัสกับเจ้า <strong>FREELANDER 2</strong> เป็นเวลาที่ไม่นานมาก รู้สึกค่อนข้างประทับใจกับสมรรถนะของรถจากค่าย LAND ROVER ตัวนี้ การใช้งานในเมืองถือว่าให้ความคล่องตัวสูง จากขนาดของตัวรถที่ไม่ได้ใหญ่โตจนเกินไป แรงบิดพลังมหาศาล จากเครื่องยนต์ขนาด 2.2 ลิตร ทำให้มีพลังในการขับเคลื่อนที่ดี ช่วงล่างเมื่อใช้งานในเมืองก็ให้ความนุ่มนวลที่ดี เบาะนั่งหนังแท้ที่ให้ ตำแหน่งการนั่งที่ดี จากการปรับตำแหน่งและตัวดันหลังด้วยระบบไฟฟ้าที่สามารถบันทึกตำแหน่งได้ 3 ระดับ (มีแค่ฝั่งคนขับ) พร้อมปีก เบาะที่ให้ความรู้สึกโอบกระชับ และรู้สึกผ่อนคลายขณะเดินทางกับที่พักแขนที่สามารถปรับตำแหน่งได้ตามสรีระ ให้เหมาะสมกับผู้ขับ เรียกว่านั่งได้สบายเลยทีเดียว ความสูงของรถก็ช่วยให้ทัศนวิสัยในการขับขี่ที่ดี สามารถมองอะไรได้กว้างไกลและปลอดโปร่ง แต่เนื่องจาก ความสูงและการเซ็ตช่วงล่างที่นุ่มนวลก็จะทำให้ในการเบรกอาจจะมีอาการหน้า ทิ่มหรืออาการยวบของรถให้รู้สึกได้อย่างชัดเจน ซึ่งมันก็เป็น อาการปกติของรถที่มีความสูงแต่มีช่วงล่างที่นิ่มนวลนั่นเอง</p>
<p class="aligncenter"><img title="ทดสอบรถ LAND ROVER FREELANDER 2 ภาพที่ 9" src="http://www.grandprixgroup.com/new/magazine/grandprix/476/test_drive_Freelander/18.jpg" alt="" width="250" height="167" /><img title="ทดสอบรถ LAND ROVER FREELANDER 2 ภาพที่ 10" src="http://www.grandprixgroup.com/new/magazine/grandprix/476/test_drive_Freelander/19.jpg" alt="" width="250" height="167" /></p>
<p class="alignleft">แต่ สิ่งที่อาจจะดูเป็นการเสียเปรียบเหล่าบรรดาคู่แข่งในตลาดเดียวกันก็น่าจะ เป็นเรื่องของศูนย์บริการและการซ่อมบำรุงหลังการขาย เพราะคู่แข่งในตลาดที่มีรถประเภทเดียวกัน ระดับราคา และขนาดใกล้กันนั้น มีความแพร่หลายของศูนย์บริการและการสต็อกอะไหล่ที่มาก กว่า ซึ่งถ้าทาง LAND ROVER แก้โจทย์อันนี้ได้ ก็คงจะเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าที่มีใจรักในรถลุยสายพันธุ์หรู อย่าง LAND ROVER ตัดสินใจควักกระเป๋าได้ไม่ยากกับรถลุยสไตล์หรูที่มีราคาค่าตัว 3,990,000 บาท</p>
<p class="aligncenter"><img title="ทดสอบรถ LAND ROVER FREELANDER 2" src="http://www.grandprixgroup.com/new/magazine/grandprix/476/test_drive_Freelander/22.jpg" alt="" width="500" height="274" /></p>
<table border="0" cellspacing="1" cellpadding="3" width="476">
<tbody>
<tr>
<td colspan="3" bgcolor="#000000">ความเร็วสูงสุดในแต่ละเกียร์</td>
</tr>
<tr bgcolor="#666666">
<td width="154">เกียร์</td>
<td width="100">ความเร็ว (km/h)</td>
<td width="198">รอบ (rpm)</td>
</tr>
<tr>
<td width="154">1</td>
<td width="100">40</td>
<td width="198">4,000</td>
</tr>
<tr>
<td width="154" height="19">2</td>
<td width="100" height="19">70</td>
<td width="198" height="19">4,000</td>
</tr>
<tr>
<td width="154">3</td>
<td width="100">110</td>
<td width="198">4,000</td>
</tr>
<tr>
<td width="154">4</td>
<td width="100">145</td>
<td width="198">4000</td>
</tr>
<tr>
<td colspan="3" bgcolor="#000000">ความเร็วเดินทาง</td>
</tr>
<tr bgcolor="#666666">
<td width="154">ความเร็ว (km/h)</td>
<td width="100">เกียร์</td>
<td width="198">รอบ (rpm)</td>
</tr>
<tr>
<td width="154">80</td>
<td width="100">6</td>
<td width="198">1,400</td>
</tr>
<tr>
<td width="154" height="25">100</td>
<td width="100" height="25">6</td>
<td width="198" height="25">1,700</td>
</tr>
<tr>
<td width="154">120</td>
<td width="100">6</td>
<td width="198">2,000</td>
</tr>
<tr>
<td width="154">140</td>
<td width="100">6</td>
<td width="198">2,300</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<table border="0" cellspacing="1" cellpadding="3" width="476">
<tbody>
<tr>
<td colspan="2" bgcolor="#000000">Specification</td>
</tr>
<tr>
<td>เครื่องยนต์</td>
<td>TD4 เทอร์โบดีเซล ขนาด 2.2 ลิตร 4 สูบ 16วาล์ว</td>
</tr>
<tr>
<td>ปริมาตรกระบอกสูบ (ซี.ซี.)</td>
<td>2,179</td>
</tr>
<tr>
<td>ความกว้างกระบอกสูบ x ระยะชัก(มม.)</td>
<td>85 x 96</td>
</tr>
<tr>
<td>กำลังสูงสุด (แรงม้า/รอบต่อนาที)</td>
<td>160/4,000</td>
</tr>
<tr>
<td>แรงบิดสูงสุด (นิวตัน-เมตร/รอบต่อนาที)</td>
<td>400/2,000</td>
</tr>
<tr>
<td>ระบบขับเคลื่อน</td>
<td>4 ล้อแบบถาวร พร้อม Electronic locking differential</td>
</tr>
<tr>
<td>ระบบส่งกำลัง</td>
<td>อัตโนมัติแบบ 6 สปีด พร้อมระบบ CommandShift</td>
</tr>
<tr>
<td>ระบบช่วงล่างหน้า</td>
<td>แม็คเฟอร์สัน สตรัท พร้อมปีกนกด้านล่างและเหล็กกันโคลง</td>
</tr>
<tr>
<td>ระบบช่วงล่างหลัง</td>
<td>ช่วงล่างคอยล์สปริง พร้อมเหล็กกันโคลง</td>
</tr>
<tr>
<td>ระบบเบรกล้อหน้า</td>
<td>ดิสก์เบรกขนาด 300 มม. พร้อมครีบระบายความร้อน</td>
</tr>
<tr>
<td>ระบบเบรกล้อหลัง</td>
<td>ดิสก์เบรกขนาด 302 มม.</td>
</tr>
<tr>
<td>ระบบบังคับเลี้ยว</td>
<td>แร็ค แอนด์ พิเนี่ยน</td>
</tr>
<tr>
<td>ขนาดยาง</td>
<td>235/60R18</td>
</tr>
<tr>
<td>มิติรถยนต์</td>
<td>กว้าง/ยาว/สูง (มิลลิเมตร) 2,180 x 4,500 x 1,740</td>
</tr>
<tr>
<td>ความยาวช่วงล้อ (มม.)</td>
<td>2,660</td>
</tr>
<tr>
<td>น้ำหนักรถโดยประมาณ (กิโลกรัม)</td>
<td>1,770</td>
</tr>
<tr>
<td>ความจุถังน้ำมัน (ลิตร)</td>
<td>68</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p class="alignleft">ขอบคุณเนื้อหา กรังปรีซ์กรุ๊ป</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaiautoshop.com/testdrive/840.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

<!-- Performance optimized by W3 Total Cache. Learn more: http://www.w3-edge.com/wordpress-plugins/

Database Caching 5/21 queries in 0.042 seconds using disk: basic
Object Caching 728/759 objects using disk: basic

Served from: www.thaiautoshop.com @ 2012-02-08 18:26:04 -->
