|
Mitsubishi Lancer Lancer Evolution X andPajero มิตซูบิชิเป็นรถที่มีคุณภาพและชื่อเสียง ที่ครั้งหนึ่งเคยประสบความสำเร็จอย่างมากมายในตลาดเมืองไทย ซึ่งในยุคนั้น รถมิตซูบิชิเป็นตัวเลือกหนึ่งของกลุ่มผู้ใช้รถที่ต้องนำมาพิจารณาร่วมในการเลือกซื้อควบคู่ไปกับรถค่ายอื่นอย่างโตโยต้าและนิสสัน แม้ว่าระยะหลังอันดับจะถดถอยไป แต่มิตซูบิชิก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้ผลิตเพื่อส่งออกเจ้าแรกของไทย และครองอันดับผู้นำส่งออกมายาวนาน จนพวกเราคิดว่า มิตซูบิชิเปลี่ยนแนวทางเลือกการส่งออกมากกว่าการทำตลาดในไทยที่มองว่าเล็กเกินไปหรือเปล่า ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเรื่องยุทธศาสตร์การตลาดของค่ายมิตซูบิชิที่เลือกที่จะเดิน
นับจากนี้ แบรนด์มิตซูบิชิจะกลับมาผงาดในไทยอีกครั้ง เพราะชื่อเสียงยังเป็นที่ยอมรับของผู้คนจำนวนมาก ที่เชื่อมั่นในคุณภาพของผลิตภัณฑ์ที่มากล้นด้วยเทคโนโลยี ความแกร่ง และความเร็วอย่าง ปาเจโรและแลนเซอร์ อีโวลูชั่น ซึ่งทั้งหมดนี้ มร.โตชิฮิโกะ ฮัตโตริ ผู้อำนวยการใหญ่ของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น ที่ดูแลภาคพื้นเอเชียและอาเซียน จะสานต่อกับผู้บริหารในไทย ให้รีบพัฒนาและปรับปรุงเครือข่ายผู้แทนจำหน่าย โดยเฉพาะเรื่องบริการหลังการขายที่ต้องมีประสิทธิภาพ และสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้ามากกว่าปัจจุบัน รวมทั้งการพัฒนาในทุก ๆ ด้านให้สอดคล้องกับตลาด ที่มีการเปลี่ยนแปลงและแข่งขันกันอย่างรุนแรง เป็นหัวข้อหลักในการกำหนดนโยบายให้สอดรับกัน นอกจากนี้ ทางมิตซูบิชิก็จะมีโครงการใหญ่ ๆ ออกมาตลอดทั้งปี โดยเฉพาะรถรุ่นใหม่ที่จะมาเสริมตลาดให้คึกคัก ปีนี้จะเปิดตัวรถพีพีวี ซึ่งมาต่อยอด จี-แวกอน ที่หายไป และมีรถนำเข้าที่จะมาสร้างอิมเมจ คือมิตซูบิชิ ปาเจโร ส่วนแลนเซอร์ โฉมใหม่นั้น กำลังพิจารณาอยู่ว่าจะกำหนดทิศทางของรถรุ่นนี้อย่างไรในตลาดเมืองไทย
แม้ว่าโครงการรถรุ่นใหม่ยังไม่กำหนดทิศทางชัดเจนในขณะนี้ ว่าจะนำรุ่นไหนเข้ามาทำตลาดต่อจากแลนเซอร์ ซีเดีย แต่ทางมิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) ก็ได้เชิญสื่อมวลชนไปทำการทดสอบรถที่ประเทศญี่ปุ่น โดยผู้สื่อข่าวทั้งคณะบินไปลงที่เมืองโอะบิฮิโร บนเกาะฮอกไกโด เพื่อทดสอบรถรุ่นต่าง ๆ ได้แก่ มิตซูบิชิ แลนเซอร์ อีโวลูชั่น10, แลนเซอร์, ปาเจโร, เอาท์แลนเดอร์, Delica:D5 และ i ที่ Tokachi Proving Ground ศูนย์ทดสอบรถยนต์ของมิตซูบิชิที่มีอาณาบริเวณกว้างขวาง มีครบทุกสภาพเส้นทางสำหรับใช้ในการทดสอบหาข้อมูล โดยเฉพาะสนามทดสอบรูปวงรีที่มีความยาวถึง 10 กม. สามารถใช้ทดสอบความเร็วได้สูงกว่า 200 กม./ชม.
รถที่นำมาให้ทดสอบนั้นมีอยู่ 6 รุ่น แต่ที่ทุกคนจับจ้องอย่างไม่กะพริบสายตา คือ แลนเซอร์ อีโวลูชั่น เทน และแลนเซอร์โฉมใหม่ ต่างก็คาดเดาว่าทางค่ายมิตซูบิชิในไทย จะต้องนำเข้ามาประกอบและจำหน่ายในปีนี้ แต่ผู้บริหารระดับสูงหลายคนบอกว่ายังเร็วเกินไป ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนของการพิจารณาตัดสินใจว่าจะนำรุ่นไหนเข้ามาทำตลาดในไทยต่อ ถ้าเป็นไปได้ แลนเซอร์โฉมใหม่น่าจะเปิดตัวได้ในปี 2009 เพราะต้องคำนึงถึงปัจจัยหลาย ๆ ด้าน และจังหวะของตลาดประกอบกัน นิวแลนเซอร์ นิวสไตล์ รูปลักษณ์โดยรวมของนิวแลนเซอร์มีเสน่ห์ และน่าจะดึงลูกค้าเดิมของมิตซูบิชิให้กลับมาภักดีกับรถรุ่นนี้ได้ไม่ยาก เพราะรูปทรงที่ออกแนวสปอร์ต ถอดแบบมาจาก Concept-X รถต้นแบบที่เผยโฉมในมอเตอร์โชว์ ปี 2005 ที่มีดีไซน์ส่วนหน้าแบบ Shark-nosed
รถแลนเซอร์ใหม่ทั้ง 2 รุ่น ดูจากโครงสร้างภายนอก มีรายละเอียดผิดแผกแตกต่างกันไม่มาก ที่เห็นเด่นชัดในส่วนหน้าของรถ คือ รุ่นอีโวลูชั่น เทน หน้ากระจังจะใหญ่ต่อแนวถึงสปอยเลอร์หน้าดูดุดัน ในขณะเดียวกัน ฝากระโปรงหน้ามีการเจาะช่องระบายไว้ 3 ช่อง เพื่อใช้ในการดักลมและระบายความร้อนไปพร้อม ๆ กัน แถมบังโคลนหน้าก็มีช่องระบายความร้อนอีกด้วย ลายล้อแม็กขนาด 18 นิ้ว พร้อมเบรก Brembo คือข้อแตกต่างอีกจุด ส่วนท้ายนั้น นอกจากชื่อรุ่นรถแล้ว ก็จะมีสปอยเลอร์หลังขนาดใหญ่ บนฝากระโปรงหลังที่แยกความแตกต่าง ลักษณะการออกแบบและการวางมุมไฟท้ายนั้นดูคล้ายกับรถในตระกูลอัลฟ่าของอิตาลี
นิวแลนเซอร์ ตัวรถจะมีขนาดที่ใหญ่ขึ้น โดยมีมิติความยาวอยู่ที่ 4,570 มม. กว้าง 1,760 มม. และสูง 1,490 มม. โดยมีระยะฐานล้อยาวถึง 2,650 มม.ทำให้พื้นที่ภายในกว้างขวางกว่ารุ่นเดิม โดยมีเนื้อที่ภายในห้องโดยสารยาว 2,030 มม. กว้าง 1,470 มม. และสูง 1,190 มม. ในขณะที่อีโวลูชั่น เทน จะมีความยาวตัวรถ 4,495 มม. กว้าง 1,810 มม. และสูง 1,480 มม. ซึ่งเป็นข้อแตกต่างทางกายภาคของรถ 2 รุ่นนี้ สำหรับเครื่องยนต์ในแลนเซอร์ใหม่ จะใช้เครื่องยนต์บล็อกใหม่ แทน 4G63 ที่ใช้มานาน โดยแลนเซอร์จะใช้เครื่อง 4B11 MIVEC 4 สูบ ทวินแคม 16 วาล์ว ปริมาตรความจุ 1,998 ซี.ซี. 154 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที และมีแรงบิดที่ 20.2 กก.-ม. ที่ 4,250 รอบต่อนาที มีให้เลือกทั้งเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT (INVECS-? 6 จังหวะ)
ส่วนมิตซูบิชิ แลนเซอร์ อีโวลูชั่น เทน จะใช้เครื่องยนต์รหัส 4B11 MIVEC ที่มีทั้งเทอร์โบและอินเตอร์คูลเลอร์ ปริมาตรความจุ 1,998 ซี.ซี. เหมือนกัน แต่ให้กำลังสูงถึง 280 แรงม้า ที่ 6,500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงถึง 43.0 กก.-ม. ที่ 3,500 รอบต่อนาที รถในรุ่นนี้จะมีเกียร์ 2 แบบ คือ ธรรมดา 5 สปีด และทวินคลัตช์ SST 6 สปีด โดยรถรุ่นนี้ใช้ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ
ขั้นตอนในการลองขับ ที่มีทั้งรูปแบบทางตรง แบบสลาลอมและเบรก เพื่อซึมซับสมรรถนะของรถแลนเซอร์ใหม่ ที่ให้ขับ 2 รอบสนาม พอจะอนุมานได้ว่า เครื่องยนต์ใหม่ให้การตอบสนองที่ดีพอ ในเรื่องของอัตราเร่งและความนิ่มนวล การบังคับควบคุมก็คล่องแคล่ว หากจะเปรียบเทียบกับแลนเซอร์เดิม จะเห็นความแตกต่างในเรื่องของขนาดรถที่กว้างขวางกว่า และมีความมั่นคงกว่า ส่วนแลนเซอร์ อีโวลูชั่น เทน นั้นเหนือกว่าทุกประการ ทั้งความแรงของเครื่องที่ตอบสนองได้อย่างฉับไว ทุกการกดคันเร่งจะรู้สึกถึงพลังมหาศาลที่ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างคล่องแคล่วว่องไว โดยเฉพาะการทำงานของเกียร์แบบคลัตช์คู่ 6 สปีด ที่เปลี่ยนเกียร์ได้เร็วแบบรถแข่ง แต่นุ่มนวลเหมือนเกียร์ออโต้ หรือแม้แต่การใช้ Paddle Shift ที่คอพวงมาลัย เปลี่ยนเกียร์ก็ให้ความรู้สึกแปลกใหม่เร้าใจ ช่วงล่างที่หนึบแน่น ทรงตัวได้อย่างยอดเยี่ยมจากระบบควบคุมการขับเคลื่อนใหม่ที่เรียกว่า ซูเปอร์ ออล วีล คอนโทรล S (AWC) ที่จะมาทำหน้าที่ควบคุมการทำงานในระบบต่าง ๆ เช่น ระบบควบคุมการกระจายแรงบิดระหว่างล้อหน้า-หลัง ระบบควบคุมการเซของรถ ระบบควบคุมการลื่นไถล และระบบกระจายแรงเบรก เพื่อช่วยการทรงตัวให้ทุกระบบทำงานร่วมกันเป็นหนึ่งเดียว ซึ่งก็จะส่งผลให้การควบคุมรถเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งได้พิสูจน์สมรรถนะของรถแบบเต็มประสิทธิภาพ โดยนั่งคู่ไปกับ มร.ฟูมิโอ นูตาฮาร่า นักแข่งแรลลี่ชื่อดังของค่ายมิตซูบิชิ ในแบบฮอตแลป บนเส้นทางคดเคี้ยวบนเขา ทุกจังหวะอัตราเร่ง และการเข้าโค้งที่รุนแรง บอกได้ถึงพลังความสามารถของรถคู่กับคนได้อย่างดีเลิศ จนยากที่จะบรรยาย สรรพคุณของรถ แลนเซอร์ อีโวลูชั่น เทน ที่จะสานต่อแชมป์แรลลี่โลกที่มิตซูบิชิฟันฝ่าส่งแข่งแรลลี่โลกมาตลอด 16 ปี เวิลด์คลาส ปาเจโร มิตซูบิชิ ปาเจโร โฉมใหม่ ทางมิตซูบิชิประกาศว่าจะนำเข้ามาจำหน่ายในไทยในแบบประกอบสำเร็จรูปจากนอก ซึ่งแน่นอนว่าราคาตัวรถต้องสูง เพราะอัตราภาษี รถรุ่นนี้ทางมิตซูบิชิประกาศจะคว้าชัยการแข่ง Dakar Rally ที่เริ่มต้นในวันที่ 5 มกราคม สิ้นสุดวันที่ 20 มกราคม 2008 ที่ดาการ์ ประเทศเซเนกัล รวมระยะทาง 9,273 กม. ซึ่งมิตซูบิชิสามารถกวาดชัยชนะมาแล้ว 12 ครั้ง จากการร่วมแข่งในแรลลี่โหดเส้นทางนี้ถึง 25 ครั้ง และเป็นชัยชนะแบบติดต่อกันมา 7 ปี ซึ่งในการแข่งครั้งนี้ หากชนะจะบันทึกสถิติเป็นการชนะติดต่อกัน 8 ปีซ้อน
สำหรับมิตซูบิชิ ปาเจโร โฉมปัจจุบันเป็นเจเนอเรชั่นที่ 4 ที่ปรากฏตัวเมื่อเดือนตุลาคม ปี 2006 รถรุ่นนี้ยอดขายกว่า 2.5 ล้านคัน ใน 170 กว่าประเทศ เป็นเครื่องยืนยันถึงความสำเร็จ ที่สามารถยกระดับคุณภาพของสินค้าให้เป็นระดับโลก ในกลุ่มรถ SUV ปาเจโรใหม่ มีทั้งแบบ 7 ที่นั่งในตัวถังยาวและแบบ 5 ที่นั่งในตัวถังสั้น การออกแบบยังยึดแนวทางเดิม แต่ขัดเกลาเส้นสันให้มนขึ้น โดยเฉพาะส่วนหน้าออกแบบให้ดุราวกับตาของแมวป่าดูเข้มขรึม กาบข้างประตูหนาใหญ่ ต่อเนื่องไปถึงส่วนท้ายที่ยังคงติดตั้งยางอะไหล่แบบ Backpack-style ไว้ที่ประตูหลัง แต่ลดตำแหน่งให้ต่ำลงมาอีก 50 มม. เพื่อผลทางจุดศูนย์ถ่วงให้ต่ำลง เพื่อเพิ่มการทรงตัวส่วนท้ายของรถ
แผงหน้าปัดยึดแนวทางเดิม โชว์จอมอนิเตอร์ขนาดใหญ่ไว้กลางแผงหน้าปัด เหนือคอนโซลกลาง โทนสีภายในเล่นสีดำเสริมความสปอร์ต หรือจะใช้สีครีมดูสว่างสดใส เครื่องยนต์มีให้เลือก 2 ขนาด คือ 3.0 ลิตร ความจุ 2,972 ซี.ซี. แบบ จี 6 สูบ 24 วาล์ว SOHC 178 แรงม้า ที่ 5,250 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 26.6 กก.-ม. ที่ 4,000 รอบต่อนาที อีกเครื่องคือ 3.8 ลิตร (3,827 ซี.ซี.) เป็นเครื่องวี 6 สูบ 24 วาล์ว SOHC MIVEC ให้กำลังสูงถึง 250 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ที่ใช้ระบบ AWC ควบคุมการทำงาน ซึ่งมี 4 โหมด ในการควบคุมการขับเคลื่อน 4 ล้อ ตามสภาพเส้นทางที่ต้องการใช้ มีทั้งเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 และ 5 จังหวะ ตามรุ่น
การลองขับแม้จะช่วงสั้น ๆ แต่ก็พอจะบอกได้ว่าประสิทธิภาพคับแก้วในเรื่องของการใช้งาน ในการใช้งานในเส้นทางออฟโรดที่ผู้เชี่ยวชาญขับรถออฟโรดขับให้นั่งในเส้นทางที่สูงชันและหลุมบ่อในรูปแบบต่าง ๆ ปาเจโรสามารถแสดงศักยภาพของรถ SUV ให้เห็นอย่างเด่นชัด โดยเฉพาะช่วงล่างที่แกร่งและให้ความนิ่มนวลในการโดยสารจนคาดไม่ถึง ซึ่งคาดว่าถ้ามาจำหน่ายในไทย คงจะได้รับการตอบรับที่ดีเหมือนเดิมแม้ว่าราคาอาจจะสูงไปหน่อย
|
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
ที่มาของข่าว www.grandprixgroup.com























